posttoday
โตเกียวมารีนแนะไทย รับมือสังคมผู้สูงอายุ

โตเกียวมารีนแนะไทย รับมือสังคมผู้สูงอายุ

02 กันยายน 2558

เป็นที่รับทราบกันทั่วไปว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มตัว

โดย...จารุณี นาคสกุล

เป็นที่รับทราบกันทั่วไปว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มตัว โดยมีจำนวนผู้สูงอายุราว 14 ล้านคน หรือ 1 ใน 5 ของจำนวนประชากร ขณะเดียวกันครอบครัวของไทยจะกลายเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น หมายความว่า ในอนาคตผู้สูงอายุเหล่านี้จะไม่มีบุตรหลานคอยดูแล

การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยต่างรับทราบข้อมูล แต่ทว่ายังไม่มีรัฐบาลชุดไหนที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมรับสังคมผู้สูงอายุที่จะมาถึง จะมีก็แต่การให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพียงเดือนละ 600 บาท และล่าสุดคือ การออมผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับชีวิตหลังเกษียณ แต่เมื่อนำเงินจาก 2 แหล่งมารวมกันแล้ว อาจยังไม่เพียงพอต่อค่ายังชีพที่นับวันมีแต่จะสูงขึ้น

สำหรับรัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ โดยวางแผนประกันชีวิตให้ประชาชนตั้งแต่ 50 กว่าปีที่ผ่านมา เป็นประกันภาคบังคับสำหรับวัยเกษียณ การจ่ายเบี้ยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ หักจากเงินเดือนผู้ประกัน เงินที่รัฐสนับสนุน และกองทุนจากรัฐ โดยรัฐบาลญี่ปุ่นต้องเตรียมเงินปีละไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านบาท เพื่อจ่ายให้ผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ จากสถิติของรัฐบาล พบว่าในปี 2598 ผู้สูงอายุในญี่ปุ่นจะอายุยืนถึง 90 ปี รัฐบาลจึงเพิ่มประกันภาคบังคับสำหรับผู้สูงอายุอีกชนิดหนึ่ง คือ ประกันระยะยาวคุ้มครองการปฐมพยาบาล (Long Term Care Insurance) เมื่อปี 2543 โดยให้เริ่มตั้งแต่อายุ 40 ปี อัตราการจ่ายเงินสมทบคือ อายุ 40-64 ปี จ่ายสมทบ 29% อายุ 65 ปีขึ้นไป จ่าย 21% และรัฐจ่ายให้อีก 50%

ปัจจุบันประชากรญี่ปุ่นมีแนวโน้มทำประกันชีวิตลดน้อยลง เพราะหันไปทำประกันชีวิตแบบ Long Term Care Insurance กันมากขึ้น เนื่องจากผู้สูงอายุจะอายุยืนมากขึ้น ประกอบกับอัตราค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงกว่ารายได้เฉลี่ยของประชากร ตั้งแต่ช่วงปี 2534 เป็นต้นมา

นี่คือการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุของรัฐบาลญี่ปุ่น ด้วยการให้ทำประกันชีวิตภาคบังคับ เพื่อลดภาระการดูแลและรักษาพยาบาลผู้สูงอายุในญี่ปุ่นที่นับวันจะเพิ่มสูงขึ้นและอายุยืนขึ้น

ในด้านภาคเอกชนญี่ปุ่นเองก็เห็นช่องทางการทำตลาดด้านผู้สูงอายุ โดยเฉพาะบริการบ้านพักผู้สูงอายุที่ทั่วประเทศมีราว 500-600 บริษัทที่เปิดให้บริการ และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทำให้มูลค่าตลาดบ้านพักประเภทนี้สูงถึง 8 ล้านล้านเยน ในปี 2556

ขณะที่บริษัทประกันชีวิตก็หันมาจับธุรกิจบ้านพักผู้สูงอายุ ควบคู่กับการให้บริการประกันชีวิตที่เป็นธุรกิจหลักด้วย เห็นได้จากบริษัท โตเกียวมารีน นิจิโด ที่ทำธุรกิจประกันชีวิต และแตกหน่อตั้งบริษัท โตเกียวมารีน นิจิโด ซามูเอล เพื่อให้บริการบ้านพักผู้สูงอายุ ภายใต้ชื่อ Hyldemore และ Hutte กระจายตามเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่น อาทิ โตเกียว เกียวโต นางาโน

คูโรสุ อะสึโอะ ประธานบริษัท โตเกียวมารีน นิจิโด ซามูเอล เผยว่า มีผู้ใช้บริการห้องพักเต็มทุกอาคาร แต่ทว่าบริษัทยังไม่สามารถจัดสร้างห้องพักเพิ่มเติมได้ เนื่องจากยังขาดแรงงานเจ้าหน้าที่ที่จะดูแลผู้สูงอายุ ขณะนี้บริษัทจึงอยู่ระหว่างพัฒนาหุ่นยนต์พยาบาลเพื่อรองรับจำนวนผู้สูงอายุที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และแก้ปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่

สำหรับมุมมองจากบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทยนั้น สมโพชน์ เกียรติไกรวัล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) มองว่า หากเทียบอัตราการทำประกันชีวิตของไทยกับญี่ปุ่นแล้ว การทำประกันชีวิตในไทยน้อยกว่าญี่ปุ่นถึง 30 เท่าตัว ขณะเดียวกัน ครอบครัวเดี่ยวในไทยเริ่มเพิ่มมากขึ้น หากเข้าสู่วัยเกษียณแล้ว คนเหล่านี้ต้องดูแลตัวเอง ดังนั้น ภาครัฐจึงควรกระตุ้นเตือนให้ประชาชนวางแผนเตรียมเงินก้อนไว้เพื่อใช้จ่าย

สมโพชน์ ยังคาดการณ์ว่า สังคมผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นอาจทำให้เกิดธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุขึ้นในไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า และคนไทยมีจุดแข็งด้านการให้บริการอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมคือ เงินทุน และบุคลากร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท