
เอกชนขานรับมาตรการรัฐ
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ได้เห็นชอบมาตรการด้านเศรษฐกิจ
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ได้เห็นชอบมาตรการด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ 3 มาตรการ วงเงินรวม 1.36 แสนล้านบาท ประกอบด้วย มาตรการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อย โดยให้กองทุนหมู่บ้านกู้เงินจากสถาบันการเงินของรัฐ 2 แห่ง คือ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แห่งละ 3 หมื่นล้านบาท วงเงินรวม 6 หมื่นล้านบาท ไปปล่อยกู้ให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ ปลอดดอกเบี้ยใน 2 ปีแรก
มาตรการสนับสนุนวงเงินลงไปยังท้องถิ่น วงเงินรวม 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะจัดสรรเงินลงไปตำบลละ 5 ล้านบาท และสุดท้ายเป็นการเร่งรัดการใช้จ่ายงบลงทุนในโครงการขนาดเล็กวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท วงเงินรวม 4 หมื่นล้านบาท
ขณะที่เม็ดเงินที่ลงไปตำบลละ 5 ล้านบาท ต้องการให้เกิดการสร้างงาน การพัฒนาชุมชน แหล่งท่องเที่ยว และการพัฒนาสังคม รวมทั้งเมื่อรวมกับโครงการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดเล็กโครงการไม่เกิน 1 ล้านบาท และเป็นการวางรากฐานและปูทางไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไปด้วยและหลังจากนี้อีก 2 สัปดาห์รัฐบาลจะมีมาตรการในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีออกมา
ลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส.เตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารในวันที่ 23 ก.ย.นี้ ให้อนุมัติเพิ่มวงเงินในโครงการกองทุนหมู่บ้านอีก 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากวงเงินเดิมที่มีการอนุมัติไว้ในโครงการเดิมก่อนหน้านี้แล้ว 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเดินหน้าปล่อยกู้ให้กองทุนหมู่บ้านที่ได้รับการจัดชั้นดี และดีมาก ที่มีอยู่ราว 2.5 หมื่นกองทุน จากกองทุนที่อยู่ในความดูแลของ ธ.ก.ส.ทั้งหมดกว่า 3 หมื่นกองทุน
“โดยหลักการรอบนี้จะเน้นกระจายเงินให้มาก เช่น ถ้าในกองทุนหมู่บ้านมีสมาชิก 150 คน แล้วสำรวจพบว่ามีสมาชิก 100 คนที่ต้องการขอสินเชื่อ ก็เอา 1 ล้านบาทมาหาร ก็น่าจะได้คนละ 1
หมื่นบาท เป็นต้น และ ธ.ก.ส.จะขอให้สมาชิกมาเปิดบัญชีเพื่อรับโอนเงินเข้าไปโดยตรง หรืออย่างกรณีที่หมู่บ้านไหนอยากกู้เพื่อทำโครงการวิสาหกิจชุมชน ก็ปรับมาใช้สินเชื่อตัวอื่นของ ธ.ก.ส.ได้” ลักษณ์ กล่าว
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ที่ปรึกษาคณะกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า มาตรการที่ออกมาคงช่วยเรื่องกระตุ้นการใช้จ่ายได้บ้างในระดับหนึ่ง แต่คงไม่ใช่ระยะยาว เป็นการสร้างรายได้เพื่อทำให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศ ประเด็นสำคัญต้องทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพในชนบท ขออย่างเดียวอย่าทำให้เกิดการทุจริตในการใช้เงิน ต้องมีระบบตรวจสอบที่ดี ไม่เช่นนั้นเงินที่อัดฉีดลงไปก็ไม่ได้ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ อยากเสนอให้มีการปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตร มีการศึกษาพืชเกษตรแต่ละชนิดควรเพิ่มประสิทธิภาพตรงไหนได้บ้าง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการ มีการให้ความรู้เกษตรกร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ทันที และควรทำควบคู่ไปกับมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบ
สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนติดตามและประเมินผลมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐว่าจะมีผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) แค่ไหน โดยเฉพาะที่คลังเตรียมเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนโครงการขนาดเล็ก 1.3 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นหลัก
เบื้องต้นเชื่อว่าจะทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น ส่วนในระยะยาวรัฐบาลต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และระบบราง และส่งเสริมดิจิทัลอีโคโนมิกต่อเนื่อง







