posttoday
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวเพิ่มขึ้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวเพิ่มขึ้น

01 กันยายน 2558

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (24-28 ส.ค. 2558) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 409,937.32 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 81,987.46 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 8%

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (24-28 ส.ค. 2558) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 409,937.32 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 81,987.46 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 8%

ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้ว จะพบว่ากว่า 69% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 282,761 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน)

ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 88,772 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 9,609 ล้านบาท หรือคิดเป็น 22% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ

สำหรับพันธบัตรรัฐบาล ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB196A (อายุ 3.8 ปี) LB21DA (อายุ 6.3 ปี) และ LB206A (อายุ 4.8 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 32,270 ล้านบาท 14,268 ล้านบาท และ 11,477 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ รุ่น BAM17DA (AA-(tha)) มูลค่าการซื้อขาย 516 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท โกลว์ พลังงาน รุ่น GLOW218A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 504 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท บ้านปู รุ่น BANPU247A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 426 ล้านบาท

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวเพิ่มขึ้นตลอดทั้งเส้นเมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินออกจากตลาดตราสารหนี้ไทย ซึ่งเป็นการสนองตอบต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ ของโลกที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1-3 bps อยู่ที่ระดับ 1.44-1.48% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะกลางถึงยาวอายุ 3 ปีขึ้นไป ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6-15 bps อยู่ที่ระดับ 1.64-3.7%

ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่สำคัญในประเทศ ได้แก่ การประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่ที่มีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่นักลงทุนมากขึ้น นอกจากนี้ ธปท.ได้ประกาศแผนผ่อนคลายให้นักลงทุนสามารถนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศได้โดยไม่ผ่านตัวกลาง ซึ่งจะเริ่มในปี 2559 เพื่อสนับสนุนให้คนไทยกระจายความเสี่ยงการลงทุน จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท

ในส่วนของเหตุการณ์สำคัญต่างประเทศ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ของสหรัฐ ที่ขยายตัว 3.7% สูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 2.3% สะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ชัดเจนยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเฟดจะติดตามตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างใกล้ชิด รวมถึงปัจจัยต่างๆ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของช่วงเวลาในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่ธนาคารกลางจีนได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% และสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) 0.5% สู่ 18% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

สัปดาห์ที่ผ่านมา (24 ส.ค.-28 ส.ค. 2558) เงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทยลดลงสุทธิ 16,349 ล้านบาท โดยมีการลงทุนลดลงในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือ > 1 ปี) ประมาณ 14,418 ล้านบาท และลดลงในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุน้อยกว่า 1 ปี) ประมาณ 1,931 ล้านบาท &O5532;

หมายเหตุ : อันดับเครดิต หมายถึง อันดับเครดิตของหุ้นกู้เฉพาะรุ่น หรือ อันดับเครดิตของผู้ออกหุ้นกู้

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ