
ทิกเทล ตลาดเอสเอ็มอีออนไลน์ ช่องทางขายสบายๆ เพื่อรายย่อย
ต้องขอบคุณตลาดออนไลน์อย่าง “เอ็ตซี่” (Etsy) ที่ทำให้บรรดาช่างฝีมือผู้รักการสร้างสรรค์ผลงานแฮนด์เมดมีพื้นที่สำหรับการขายสินค้า
ต้องขอบคุณตลาดออนไลน์อย่าง “เอ็ตซี่” (Etsy) ที่ทำให้บรรดาช่างฝีมือผู้รักการสร้างสรรค์ผลงานแฮนด์เมดมีพื้นที่สำหรับการขายสินค้า และกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้เกิดการฟื้นตัวของสินค้าทำมือในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ด้วยกฎเกณฑ์ที่ค่อนข้างเข้มงวดเกี่ยวกับความมีเอกลักษณ์และต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ขายเป็นผู้ทำเอง ทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หลายแห่งต้องสูญเสียโอกาสขายของออนไลน์บนเอ็ตซี่ไปอย่างน่าเสียดาย
ทิกเทล (Tictail) ธุรกิจตลาดโลกเสมือนจากสวีเดน จึงหวังจะเข้ามาช่วยเปิดโอกาสสำหรับการค้าออนไลน์ให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นช่างฝีมือหรือไม่ก็ตาม
คาร์ล วัลเดกรานซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของทิกเทล กล่าวถึงความสำคัญว่า เว็บไซต์ดังกล่าวช่วยให้บรรดาช่างฝีมือที่สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้ติดตลาดได้แล้ว และต้องการหันไปผลิตในเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้น มีพื้นที่สำหรับการขาย ซึ่งจุดนี้เองที่ทิกเทลเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่หายไป
วัลเดกรานซ์ กล่าวต่อไปว่า ไม่ได้ต้องการแข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่างอเมซอน ทิกเทลยังคงโฟกัสที่ธุรกิจขนาดเล็ก แต่ยังคงหาโอกาสที่จะสร้างแบรนด์ให้ต่างจากเจ้าเก่าอย่างเอ็ตซี่ ปัจจุบันทิกเทลยังคงมีขนาดตลาดเล็กกว่าเอ็ตซี่มาก โดยทิกเทลมีธุรกิจเข้ามาใช้พื้นที่อยู่ราว 8.5 หมื่นแบรนด์เท่านั้น แต่เอ็ตซี่มีคนเข้ามาเปิดร้ายขายของถึง 1.4 ล้านราย
อย่างไรก็ตาม ทิกเทลไม่ใช่ธุรกิจตลาดออนไลน์รายเดียวที่กำลังเข้าสู่สังเวียนที่เข้มข้น ยังมีธุรกิจอย่าง ซิบเบ็ต (Zibbet) ของออสเตรเลีย และไอคราฟต์ (iCarft) ของแคนาดาที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน
“ให้สังคมเป็นผู้ตัดสินเถอะครับว่าของใครดีที่สุด ของใครเจ๋งที่สุด แทนที่จะบอกมีของพวกนี้อยู่แล้ว เราแค่อยากให้ตลาดอีคอมเมิร์ซมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเท่านั้น ถ้าคุณต้องการ”วัลเดกรานซ์ กล่าว
ทั้งนี้ การเข้มงวดกฎเกณฑ์ให้สินค้าที่ขายในเอ็ตซี่ต้องเป็นสินค้าทำมือ สินค้าวินเทจ หรือผู้จำหน่ายอุปกรณ์เท่านั้น ส่งผลให้มีการปิดบัญชีผู้ใช้เอ็ตซี่กว่า 168,288 แสนบัญชี เนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์ของเอ็ตซี่
เอลิม ทีเมิล ผู้ก่อตั้งธุรกิจ “แฟง” เครื่องหนังแฮนด์เมดให้ข้อมูลแก่ เดอะ การ์เดียน ว่าเจ้าตัวได้ทิกเทลเป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างฐานลูกค้าใหม่ และที่สำคัญคือการตั้งร้านไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด
“ฉันไม่ได้มีทุนมากนักสำหรับการตั้งร้านค้าออนไลน์โดยที่ต้องมีค่าใช้จ่ายรายเดือน อันที่จริงฉันเข้าใจดีนะ ว่าตลาดของทิกเทลยังค่อนข้างเล็ก แต่ฉันก็ไม่มีแรงกดดันที่จะต้องทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งฉันก็มีเวลาว่างพอที่จะสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ด้วย”ทีเมิล กล่าว
ทั้งนี้ ทีเมิล เป็นผู้ที่มีหน้าร้านบนเอ็ตซี่เหมือนกัน แต่ก็รู้สึกเหมือนมีหน้าร้านเล็กๆ บนห้างขนาดใหญ่ ทิกเทลจึงเหมาะสมกับร้านแฟงมากกว่า นอกจากนี้ทิกเทลยังสนับสนุนให้เกิดการก่อตั้งชุมชนเพื่อช่วยเหลือกันอีกด้วย
“ฉันเป็นนักออกแบบ ซึ่งฉันก็อยากออกแบบในแบบที่ฉันชอบและโชว์สิ่งที่ฉันมีในสภาพแวดล้อมที่ดี ซึ่งที่ทิกเทลฉันสามารถสร้างสรรค์หน้าเว็บของฉันได้เอง” ทีเมิล กล่าว
นอกจากเป็นหน้าร้านขายของแล้ว ทิกเทลยังเปิดพื้นที่สำหรับการโชว์ผลงานและการบอกเล่าเรื่องราวอีกด้วย เพื่อสร้างความรู้สึกในการเป็นเจ้าของชุมชนระหว่างลูกค้าและเจ้าของธุรกิจ และขยายโอกาสในการนำพาลูกค้าให้รู้จักกับร้านค้าอื่นๆ อีกด้วย
“เมื่อคุณไปเที่ยวเมืองอย่างบาร์เซโลนา คุณไปเดินเล่นตามท้องถนนแล้วคุณก็พบว่ามีร้านขายดอกไม้เต็มไปหมด คุณซื้อดอกไม้ คุณคุยกับเจ้าของร้าน แล้วคุณก็รู้จักกัน ผมอยากจะสร้างบรรยากาศแบบนี้ขึ้นมาบนเว็บของผม” วัลเดกรานซ์ กล่าวพร้อมเสริมว่า ผู้ซื้อไม่เพียงซื้อสินค้าจากร้านเท่านั้น แต่คือการสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี
อย่างไรก็ตาม รีอา เคลเมนซ์ เจ้าของธุรกิจรายย่อยในอังกฤษแสดงความเห็นว่า ทิกเทลยังมีข้อจำกัดเพราะขนาดที่ยังคงเล็กอยู่ เจ้าของธุรกิจจึงต้องพยายามที่จะโปรโมทร้านให้มากขึ้นเพื่อเรียกลูกค้าให้เข้าไปชมร้าน
การตลาดแบบ “ปากต่อปาก” ทำให้ทิกเทลเติบโตขึ้นมากโดยที่ไม่ต้องลงทุน โดยค่าใช้จ่ายสำหรับการโปรโมทของเอ็ตซี่อยู่ที่ 3.965 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว แต่สำหรับทิกเทลอยู่ที่ 22 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
ในปัจจุบัน ตลาดขนาดใหญ่ของทิกเทลอยู่ที่สวีเดน สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี และล่าสุดการขยายตลาดไปสหรัฐก็ทำให้มีเจ้าของธุรกิจเข้ามาใช้บริการเพิ่มถึง 2 ล้านรายเลยทีเดียว
“เราอยากขยายฐานธุรกิจเราไปทั่วโลกทีเดียว” วัลเดกรานซ์ กล่าวทิ้งท้ายไว้







