posttoday
ดัชนีหุ้นปีนี้ไม่ถึง1,400จุด กำไรบจ.เหลือ89บาท

ดัชนีหุ้นปีนี้ไม่ถึง1,400จุด กำไรบจ.เหลือ89บาท

01 กันยายน 2558

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ลดประมาณการกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนงวดปี 2558

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ลดประมาณการกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนงวดปี 2558 เป็นครั้งที่สองมาอยู่ที่ 8.36 แสนล้านบาท ลดลงจากประมาณการเดิม 5.25 หมื่นล้านบาท หรือ 6% ส่งผลให้กำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนปี 2558 ลดลงจากระดับ 95.49 บาท/หุ้น เหลือ 89.63 บาท/หุ้น

รวมการปรับลดประมาณการทั้งสองรอบ พบว่าประมาณการกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนปี 2558 ถูกปรับลดลงมาแล้วรวม 12.94% ภายใต้ประมาณการที่ปรับปรุงดังกล่าวทำให้เป้าหมายดัชนีต้องปรับเปลี่ยนตาม

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัสคงระดับสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ที่เหมาะสม ณ สิ้นปี 2558 ไว้ที่ระดับเดิมคือ 15.50 เท่า ซึ่งจะให้ระดับ ดัชนีเป้าหมายที่ระดับ 1,390 จุด ซึ่งหมายความว่า โอกาสของการขึ้นของดัชนีค่อนข้างจำกัดจากราคาปิดวันที่ 31 ส.ค. 2558 ที่ 1,382.41 จุด

ดังนั้น การเลือกหุ้นเข้าพอร์ตนักลงทุนจึงคัดสรรมากเป็นพิเศษ บล.เอเซีย พลัส แนะนำว่าควรให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเป็นหลัก โดยหุ้นที่มีคุณสมบัติน่าสนใจประการหนึ่ง ได้แก่ หุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง เช่น บริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) บริษัท ค้าเหล็กไทย (TMT) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท แอดวานซ์อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี (AIT) และบริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ (SNC) เป็นต้น

ผลประกอบการครึ่งแรกปี 2558 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีกำไรสุทธิรวม 4.41 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 49.7% ของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 2558 ซึ่งคาดว่าจะมีกำไร 8.88 แสนล้านบาท โดยภาพรวมถือได้ว่าเป็นผลประกอบการที่น่าพอใจ

แต่อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในงวดครึ่งหลังปี 2558 ที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในหลายเหตุการณ์  ทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจช้ากว่าที่คาด เนื่องจากขาดแรงขับเคลื่อนทั้งในส่วนของการบริโภคภาคครัวเรือน การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออก ผลดังกล่าวทำให้เกิดผลกระทบต่อภาคสถาบันการเงินในส่วนของคุณภาพสินทรัพย์ และอัตราการเติบโตของสินเชื่อ การอ่อนค่าของเงินบาทซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดอยู่ที่ระดับสูงเกือบ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ ทำให้ค่าเฉลี่ยจากช่วงต้นปี 2558 ถึงปัจจุบันอยู่ที่ 33.39 บาท

ขณะที่สมมติฐานเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนของฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส กำหนดไว้ที่ 33 บาท ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนเป็น 34 บาท ในปี 2558 และเป็น 35 บาท ในปี 2559

ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลงมาสร้างจุดต่ำสุดที่ 42.26 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (24 ส.ค. 2558) และทำให้ค่าเฉลี่ยจากต้นปีจนถึงปัจจุบันลงมาอยู่ที่ 55.48 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ภายใต้ความเชื่อว่าทิศทางของราคาน้ำมันน่าจะยังทรงตัวที่ระดับต่ำต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ทำให้สมมติฐานที่กำหนดให้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2558 ที่ระดับ 63 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ไม่น่าจะเป็นไปได้ จึงต้องปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันลงมาอยู่ที่ 53 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

สำหรับแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ ภัทรวัลลิ์ หวังมิ่งมาศ นักวิเคราะห์อาวุโสด้านเทคนิค บล.ธนชาต มองว่า ต้องจับตาดูว่าดัชนีที่แกว่งตัวอยู่ที่ 1,380-1,390 จุด จะทะลุต่อไปได้หรือไม่โดยในความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นถ้าดัชนีหลุด 1,358 จุด

ดัชนีวันที่ 31 ส.ค. ปิดที่ระดับ 1,382.41 จุด เพิ่มขึ้น 16.47 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.21% มูลค่าการซื้อขาย 39,036.56 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อ 388 ล้านบาท บริษัทหลักทรัพย์ซื้อ 353 ล้านบาท และสถาบันในประเทศซื้อ 1,052 ล้านบาท มีเพียงนักลงทุนในประเทศเท่านั้นที่ขาย 1,793 ล้านบาท

นับว่าต่างชาติเข้าซื้อหุ้นไทยเป็นวันแรกหลังจากเทขายมาตลอด แม้จะซื้อเพียงเล็กน้อยก็ตาม โดยยอดสะสม 8 เดือนต่างชาติยังขาย 8.6 หมื่นล้านบาท และทั้งเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาต่างชาติเทขายหุ้นไทย 4.4 หมื่นล้านบาท

ศราวุธ เตโชชวลิต ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.อาร์เอชบี โอเอสเค (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่อยู่ในแดนบวก โดยตลาดหุ้นไทยรับแรงหนุนจากแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 1 ก.ย.นี้

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้จะต้องติดตามทิศทางราคาน้ำมันและค่าเงินอย่างใกล้ชิด เพราะหากราคาน้ำมันยังปรับตัวลง และเงินบาทยังอ่อนค่าตามภูมิภาค ก็มีโอกาสที่ตลาดจะปรับตัวลง นอกจากนี้ให้ติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์นี้ถ้าหากออกมาดีก็อาจจะเป็นข้ออ้างที่ทำให้สหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้

แนวโน้มการลงทุนในวันที่ 1 ก.ย. ตลาดมีโอกาสที่จะย่อตัวลง พร้อมให้แนวรับ 1,350 จุด ส่วนแนวต้าน 1,380-1,400 จุด

นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต แนะนำการลงทุนในเดือน ก.ย.ว่า หากดัชนีลดลงมาถึงระดับ 1,300-1,320 จุด ให้ทยอยสะสมหุ้น โดยให้เลือกซื้อหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและค้าปลีกที่ได้รับผลดีจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

สำหรับหุ้นรายตัวแนะนำหุ้นบริษัท กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท อินทัชโฮลดิ้งส์ (INTUCH) บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) บริษัท ซีฟโก้ (SEAFCO) และบริษัทซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC)

นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ วิเคราะห์ตลาดหุ้นเดือน ก.ย.ว่า ภาพรวมคาดจะฟื้นตัวขึ้นต่อได้จากปลายเดือน ส.ค. จากประการแรก ครม.เศรษฐกิจชุดใหม่น่าจะสร้างความชัดเจนและมีความคืบหน้าในแผน
กระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น

ประการที่สอง การผ่านร่างรัฐธรรมนูญของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่ 6 ก.ย.

ประการที่สาม คาดมีแรงซื้อคืนจากต่างชาติ หลังขายหุ้นไทยมากเกินไป โดยแรงขายต่างชาติถดถอยและเริ่มมีสัญญาณบวกต่อเนื่องในบริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) หรือ TFEX อย่างไรก็ดีต้องจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงกลางเดือน ก.ย.ว่าจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่

บล.เอเซีย พลัส คาดว่าเฟดจะยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยจากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจสหรัฐยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าการประชุมในวันที่ 16-17 ก.ย.นี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สอดคล้องกับที่ วิลเลียม ดัดลีย์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ซึ่งให้ความเห็นในการประชุมที่แจ็คสันโฮลเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ยังกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำและการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยยังมีโอกาสที่จะขึ้นดอกเบี้ยเร็วสุดในปลายปี คือ 15-16 ธ.ค. 2558 หรืออาจเป็นต้นปี 2559

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน