posttoday
ธปท.จับมือแบงก์-นันแบงก์พัฒนาระบบอีเพย์เม้นท์

ธปท.จับมือแบงก์-นันแบงก์พัฒนาระบบอีเพย์เม้นท์

31 สิงหาคม 2558

ธปท. ผลักดันแก้กฎหมายการเงิน ลดซ้ำซ้อนสนับสนุนการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ให้โจทย์แบงก์ต้อง ดี ปลอดภัย และถูก

ธปท. ผลักดันแก้กฎหมายการเงิน ลดซ้ำซ้อนสนับสนุนการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ให้โจทย์แบงก์ต้อง ดี ปลอดภัย และถูก

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้จัดงาน BOT Conference on Thailand's Payment 2015 พร้อมจัดเสวนา ทิศทางการพัฒนาบริการทางการเงินและการชำระเงินของไทยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจและประชาชน และสอดรับกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ของภาครัฐ

นางทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้ผลักดันร่าง พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน ซึ่งเป็นการลดอุปสรรคในการพัฒนาระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ จากปัจจุบันมีกฎหมายการเงินที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ ทั้ง พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544  กฎหมายตามประกาศคณะปฏิวัติ(ปว.) ฉบับ 58  รวมทั้งพ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ซึ่ง ธปท. ได้รวบรวมกฎหมายการเงินที่กระจายหลายฉบับให้มาอยู่ในฉบับเดียว โดยขณะนี้ได้นำเสนอร่างให้ รมว.คลัง พิจารณาแล้ว

นอกจากนี้ พันธกิจที่ต้องการเห็นระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ คือ ดี ปลอดภัย และถูก ซึ่ง 2 ด้านแรกสถาบันการเงินพัฒนาได้เป็นอย่างดี แต่ยังติดที่ ราคาแพง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนไทยยังนิยมไปทำธุรกรรมการเงินที่สาขา เพราะถอนเงินโอนเงินได้เร็วกว่าและไม่เสียค่าธรรมเนียม

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ตามแผน 5 ปีสมาคมธนาคารไทย กำหนดให้การพัฒนาระบบชำระเงินเป็น 1 ใน 5 เสาหลัก โดยวางเป้าหมายความสำเร็จไว้ 2 ด้านภายในปี 2563 คือ เพิ่มธุรกรรมที่ไม่ใช้เงินสด จาก 25 ธุรกรรมต่อคนต่อปี เป็น 50-60 ธุรกรรมต่อคนต่อปี และมีมูลค่าธุรกรรมชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น จากสัดส่วน 30% ของมูลค่าธุรกรรมทั้งหมด เป็น 60-70% 

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคได้ ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายกำกับ แบงก์ และผู้บริโภค ภายใต้หลักการ Win-Win ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งหากสำเร็จจะช่วยลดต้นทุนการบริหารเงินสดและเช็คให้ประเทศได้ถึง 1 แสนล้านบาทต่อปี หรือเกือบ 1% ของจีดีพี แบ่งเป็น ประโยชน์ต่อสถาบันการเงิน 3.6 หมื่นล้านบาทต่อปี ประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ 4.2 หมื่นล้านบาทต่อปี และประโยชน์ต่อร้านค้ารายย่อย 1.2 หมื่นล้านบาทต่อปี

นายปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา ประธานชมรมผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การชำระเงินของไทย จาก 4 กุญแจ คือ 1.การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะผ่านโมบายแบงก์กิ้ง  2.นวัตกรรมใหม่ ที่ก่อให้เกิดรูปแบบการเข้าถึงข้อมูลที่ลึกกว่าข้อมูลที่ธนาคารมีหรือเครดิตบูโร เช่น เฟซบุ๊ก หรือโซเชียลมีเดีย 3.นโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และ4.ความต้องการผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) กล่าวว่า กพร. มีแผนยกระดับการให้บริการหน่วยงานภาครัฐเข้าสู่อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะลดขั้นตอนเอกสารและการขอใบอนุญาต เพื่อประหยัดเวลาแล้ว ยังลดช่องว่างที่จะก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น เช่น การพัฒนาระบบขาจ่ายจากภาครัฐไปยังประชาชน เช่น เบี้ยสูงอายุ หรือเงินช่วยเหลือเกษตรกร ส่วนใหญ่ยังจ่ายเป็นเงินสด ก่อให้เกิดการรั่วไหล ซึ่งต้องการเสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินผ่านธนาคาร ที่ช่วยลดความเสี่ยงได้

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน