posttoday
ปรับพอร์ตรับมือ

ปรับพอร์ตรับมือ

31 สิงหาคม 2558

บรรยากาศการปรับตัวลงของตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงนี้ ผมเชื่อว่าหลักๆ แล้วเกิดจากการซื้อขายภายใต้สถานการณ์ความกังวลและไม่ชัดเจน จึงได้ส่งผลให้เกิดแรงขายเพื่อปิดความเสี่ยงจากการลงทุน โดยปัจจัยหลักๆ คือ ความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ของประเทศจีน และความกังวลดังกล่าวได้ลุกลามไปถึงความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลง

บรรยากาศการปรับตัวลงของตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงนี้ ผมเชื่อว่าหลักๆ แล้วเกิดจากการซื้อขายภายใต้สถานการณ์ความกังวลและไม่ชัดเจน จึงได้ส่งผลให้เกิดแรงขายเพื่อปิดความเสี่ยงจากการลงทุน โดยปัจจัยหลักๆ คือ ความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ของประเทศจีน และความกังวลดังกล่าวได้ลุกลามไปถึงความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลง

ในขณะที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ยืนยันใช้กำลังการผลิตเท่าเดิม ซึ่งถือว่าทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี กดดันหุ้นในกลุ่มโภคภัณฑ์ของทุกๆ ตลาดหุ้นทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการลดค่าเงินเพื่อกระตุ้นภาคการส่งออก ประกอบกับตลาดยังมีความไม่แน่นอนเรื่องทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐในเดือน ก.ย.นี้ ดังนั้นปัจจัยดังกล่าวจึงนำมาซึ่งความกังวลในการลงทุน

อย่างไรก็ดี ในฐานะผู้ลงทุนผมยังแนะนำให้ปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อให้ทันตามความเคลื่อนไหวของสถานการณ์โดยกระจายการลงทุนให้ครอบคลุมในทุกๆ สินทรัพย์ ผมขอเริ่มต้นด้วยภาพการลงทุนในตราสารหนี้ เพราะปัจจุบันสินทรัพย์เสี่ยงมีความผันผวน นักลงทุนเริ่มมองหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยเฉพาะตราสารหนี้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว (Develop Market) อาทิ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่น ขณะที่ตราสารหนี้ในประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) ยังคงมีแรงขายอยู่บ้าง

สำหรับแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ในประเทศ ผมมองว่าจากนี้แรงขายของนักลงทุนต่างชาติจะเริ่มลดลง เพราะตั้งแต่สถานการณ์ทางการเมืองของไทยมีการเปลี่ยนแปลงก็ค่อยๆ มีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติมาตลอด ดังนั้น Side way down จะเริ่มลดลง ตลาดหุ้นในประเทศช่วงนี้ ผมแนะนำลงทุนระยะยาว เพื่อรอให้ความเสี่ยงในระยะนี้ผ่านพ้นไป เพราะหากพิจารณาค่า Valuation ของตลาดหุ้น ยังมีความน่าสนใจเพราะความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน (EPS) อยู่ที่ประมาณ 4.7 เท่า ในขณะที่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.2 เท่า

ดังนั้น ผมมองว่าหากตัดประเด็นเรื่องความกังวลกับปัจจัยที่ยังไม่ชัดเจนออก และพิจารณาในแง่มุมของมูลค่าหุ้นของตลาด ระดับดัชนีในกรอบ 1,300 จุด เหมาะสำหรับการทยอยเข้าลงทุนตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยรวมผมให้น้ำหนักในประเด็นของความไม่มั่นใจกับเหตุการณ์ที่ยังไม่ชัดเจน แต่โดยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจพิจารณาเป็นรายประเทศยังถือว่าดีอยู่ เริ่มต้นจากสหรัฐ ธนาคารกลางสหรัฐยังส่งสัญญาณถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในปีนี้ ด้านยูโรโซนสถานการณ์ปัญหาเรื่องหนี้ของประเทศกรีซก็คลี่คลาย เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงกับเจ้าหนี้ ด้านญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นมีเพียงประเทศจีนที่ยังสร้างความกังวลกับนักลงทุน ซึ่งหากวิเคราะห์ย้อนหลังทางการจีนเลือกใช้มาตรการรุนแรงแบบฉับพลัน ทำให้ผู้ลงทุนกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ในประเทศ ส่งผลกระทบให้มีแรงเทขายทำกำไรมาตลอด และลุกลามไปถึงการขายทำกำไรข้ามตลาดหุ้น ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างเช่นในปัจจุบัน

สำหรับคำแนะนำในการปรับสัดส่วนการลงทุนประมาณ 50-60% ของพอร์ตการลงทุนแนะนำให้ลงทุนในตราสารหนี้ และกระจายการลงทุนไปยังกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในสัดส่วนประมาณ 20-30% เพราะยังมีความโดดเด่นด้านการจ่ายเงินปันผล และเป็นสินทรัพย์ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบมากจากการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ

ทั้งนี้ หากดัชนีมีการเคลื่อนไหวในกรอบที่ต่ำกว่า 1,350 จุด สำหรับนักลงทุนระยะยาวแนะนำให้ทยอยเข้าสะสม โดยหลีกเลี่ยงหุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น กลุ่มพลังงาน ในส่วนของการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ในช่วงนี้ผมแนะนำให้ติดตามสถานการณ์การลงทุนอย่างต่อเนื่องและเลือกลงทุนอย่างระมัดระวัง

นักลงทุนสามารถสอบถามเพิ่มเติมและขอรับร่างหนังสือชี้ชวนได้ที่ฝ่ายบริการลูกค้าและสนับสนุนธุรกิจที่หมายเลข 02-659-8888 ต่อ 1 ครับ
“ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท