
วอนใช้ม.44แก้หนี้นอกระบบ
ศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ ร้องนายกฯ ใช้มาตรา 44 จัดการหนี้นอกระบบ
ศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ ร้องนายกฯ ใช้มาตรา 44 จัดการหนี้นอกระบบ
นางกัลยาณี รุทระกาญจน์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ เปิดเผยว่า ขอเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควรใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งแนวทางการให้เงินกู้ก้อนใหม่เพื่อไปสะสางหนี้ก้อนใหม่นั้น ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินให้หมดไปได้ เพราะหนี้นอกระบบส่วนใหญ่ไม่ถูกต้องและไม่ถูกกฎหมาย
ทั้งนี้ รัฐบาลควรมีหน่วยงานที่จะเข้ามาช่วยลูกหนี้ดูว่ามีการคิดดอกเบี้ยที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะมีกฎหมายห้ามคิดอัตราดอกเบี้ยเกิน 15% แต่ส่วนใหญ่เจ้าหนี้จะคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายที่กำหนด ในขณะเดียวกันตามกฎหมายห้ามคิดอัตราดอกเบี้ยเกิน 5 ปี แต่ยังพบว่าสถาบันการเงินและเจ้าหนี้บางรายมีการคิดดอกเบี้ยต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ก็ยังดำเนินการเอาเปรียบลูกหนี้อยู่
นอกจากนี้ ยังพบว่าเจ้าหนี้นอกระบบมีการยื่นฟ้องร้องดำเนินคดี เพื่อที่จะทำให้เป็นหนี้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการฟอกเงินที่ผิดกฎหมายเป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งภาครัฐก็ไม่มีการตรวจสอบว่าเจ้าหนี้มีการทำสัญญาหนี้ที่ถูกต้องหรือไม่ หรือมีการจ่ายภาษีถูกต้องหรือไม่
“การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของทุกรัฐบาล ก็มักจะใช้วิธีการให้ลูกหนี้มาขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวเท่านั้น ซึ่งควรให้เจ้าหนี้นอกระบบมาขึ้นทะเบียนด้วย เพื่อเป็นการตรวจสอบความถูกต้อง และควรมีมาตรการที่จะตรวจสอบว่าเป็นมูลหนี้ที่กู้ยืมเงินกันมาจริงๆ เท่าใด ไม่ให้ถูกคิดอัตราดอกเบี้ยทบต้นทบดอก เพราะถึงแม้ว่ารัฐบาลจะให้เงินก้อนใหม่ไปอีกก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้ได้หมด และยิ่งจะทำให้มีปัญหาหนี้มากขึ้น” นางกัลยาณี กล่าว
นางกัลยาณี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ศูนย์ประสานงานลูกหนี้ฯ ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงการคลัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กระทรวงยุติธรรม และ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อที่จะให้ตรวจสอบที่มาของเงินนอกระบบว่าเข้าข่ายฟอกเงินหรือไม่ด้วย เพราะการทำสัญญาเงินกู้ส่วนใหญ่ไม่มีการติดอากรแสตมป์ และเจ้าหนี้นอกระบบไม่มีการจ่ายภาษีเงินได้ แต่สามารถที่จะนำเรื่องการกู้ยืมส่งฟ้องศาลได้ เพื่อที่จะทำให้เป็นเงินที่ได้มาถูกต้องตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังพบความไม่เป็นธรรมกับลูกหนี้หลายประการ เช่น กรณีลูกหนี้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีแล้ว และศาลมีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์เพื่อชำระหนี้แล้ว แต่เจ้าหนี้ไม่เร่งดำเนินการที่จะบังคับขายทอดตลาด เพื่อที่จะปล่อยให้ดอกเบี้ยเดินไปให้ภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นจนท่วมหลักทรัพย์ โดยท้ายสุดเมื่อขายทอดตลาดแล้วมีเงินไม่เพียงพอจะชำระหนี้ ดังนั้นทำให้ลูกหนี้นอกจากจะถูกยึดบ้านแล้ว ยังต้องรับภาระส่วนต่างหนี้ที่เพิ่มขึ้นมาอีก







