
ปีนี้เป็นปีที่สดใสของกลุ่มนิคม
....จิตรา อมรธรรม
กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่น่าสนใจในปีนี้โดย FSS ได้คาดว่ากำไรของกลุ่มนี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 30% สูงเป็น 2 เท่าของการขยายตัวของกำไรของหุ้นทั้งตลาดที่ FSS ศึกษา ทั้งนี้เพราะรายได้ที่พลิกฟื้นจากยอดขายที่ดินที่ดีขึ้นมากหลังการเมืองคลี่คลาย เห็นได้จากยอดขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การขยายกำลังการผลิตของผู้ผลิตยานยนต์ขนาดใหญ่ เช่น ฟอร์ด โตโยต้า และมิตซูบิชิ ประกอบกับอุตสาหกรรมต่างๆ เริ่มใช้กำลังการผลิตมากขึ้นจนเริ่มมีการขยายกำลังการผลิต บริษัทที่ได้รับผลดีโดยตรงจากการขายที่ดินคือ AMATA เพราะพึ่งพารายได้จากการขายที่ดินมากที่สุด ซึ่งทำให้ผลประกอบการของ AMATA มีความเสี่ยงที่สุดในกลุ่มในยามเศรษฐกิจขาลง ในขณะที่ ROJNA และ HEMRAJ มีการกระจายรายได้ที่ดี โดยมีรายได้จากการขายสาธารณูปโภค (น้ำประปา ไฟฟ้า) ให้กับโรงงานในนิคมและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (คอนโดมิเนียม) ทำให้ผลประกอบการผันผวนน้อยกว่า
HEMRAJ ถือเป็นหุ้นเด่นในนิคมอุตสาหกรรมทั้งในแง่ PE ที่ยังต่ำกว่าผู้ประกอบการอื่น กำไรที่เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 49% โครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง และมีโรงไฟฟ้าเกคโค่วัน (GHECOONE) ช่วยหนุนความมั่นคงและการเติบโตของกำไรในระยะยาว ทั้งนี้ ธุรกิจของ HEMRAJ มีรายได้มาจาก 3 ส่วน คือการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมซึ่งมีอยู่ 6 แห่งคือ 1) นิคมอุตสาหกรรมเหมราชชลบุรี 2) นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก (มาบตาพุด) 3) นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) 4) นิคมอุตสาหกรรมเหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด 5) สวนอุตสาหกรรมเอส ไอ แอล (ถือหุ้น 25%) และ 6) สวนอุตสาหกรรมระยอง อินดัสเตรียล แลนด์ (ถือหุ้น 25%) และมีรายได้จากสาธารณูปโภค คือจัดหาน้ำดิบและบำบัดน้ำเสียให้ลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงลงทุนในโรงไฟฟ้า 3 แห่งคือ 1) บริษัท เกคโค่วัน ร่วมกับโกลว์พลังงาน 2 (ถือหุ้น 35%) 2) บริษัท โกลว์ไอพีพี ร่วมกับโกลว์พลังงาน 2 (ถือหุ้น 5%) และ 3) บริษัท ห้วยเหาะพาวเวอร์ ร่วมกับโกลว์พลังงาน 2 (ถือหุ้น 12.75%) นอกจากนี้ บริษัทยังมีรายได้จากการขายคอนโดมิเนียม
“The Park Chidlom” มูลค่า 6,300 ล้านบาท (ขายใกล้หมดแล้ว) และมีอาคาร UM Tower ให้เช่าลูกค้าหลักของ HEMRAJ อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ 34% กลุ่มอุปโภคบริโภค 15% และปิโตรเคมี 12% เป็นลูกค้าจากประเทศญี่ปุ่น 31% และไทย 21% ในปี 2552 บริษัทมียอดขายที่ดินเพียง 144 ไร่ ขณะที่ในไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทขายที่ดินได้ 565 ไร่ และมี Backlog (รายได้รอรับรู้) อีก 900 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้ในอีก 618 เดือนข้างหน้า FSS คาดการณ์ว่ายอดขายที่ดินในปีนี้ 1,000 ไร่ ไม่น่าจะยากเกินเพราะไตรมาสแรกไตรมาสเดียวก็มาครึ่งทางแล้ว กำไรในไตรมาสแรกที่ออกมาดีมากนั้น (เพิ่มขึ้น 147% จากไตรมาสก่อน และ 450% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน) ในไตรมาส 2 จะชะลอลงเพราะการเมือง และจะกลับมาดีอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง
HEMRAJ มีข่าวบวกหนุนราคาหุ้นคือ หากโครงการในมาบตาพุดได้รับการปลดล็อก โครงการส่วนขยายในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออกจำนวน 478 ไร่ ซึ่งในบริเวณเขตมาบตาพุดที่ลูกค้าระงับไป จะกลับมาใช้บริการสาธารณูปโภคของบริษัทใหม่ นอกจากนี้ โรงไฟฟ้า GHECOONE ที่ HEMRAJ ถือหุ้น 35% เป็นโรงไฟฟ้าที่มีกำลังผลิต 660 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง จะเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ในเดือน พ.ย. 2554 HEMRAJ จะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรประมาณ 231 ล้านบาท ในปี 2554 และรับรู้กำไรอีก 955 ล้านบาท ในปี 2555 ซึ่งจะทำให้กำไรในปี 2555 เติบโตก้าวกระโดด 75% เป็น 1,687 ล้านบาท แม้ว่าในช่วง 2 ปีนี้ HEMRAJ จะต้องกู้เงินมาลงทุนแต่ด้วยหนี้สินต่อทุนที่ต่ำที่สุดในกลุ่มคือ 0.9 เท่าในปีนี้ ทำให้ HEMRAJ ยังคงมีความแข็งแกร่งทางด้านโรงสร้างทางการเงินที่สุดในกลุ่ม
สำหรับ AMATA มียอดขายที่ดินแล้ว 252 ไร่ในครึ่งปีแรกปีนี้ เทียบกับปีที่แล้วทั้งปีที่ขายได้เพียง 254 ไร่ และในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มที่จะขายได้อีก 600
–700 ไร่ให้กับ Canadoil ผู้ผลิตท่อส่งน้ำมันสัญชาติแคนาดา ซึ่งมีโรงงานตั้งอยู่ในอมตะซิตี้อยู่แล้ว และ Holley บริษัทตัวแทนลงทุนสัญชาติจีน ทำให้เป้าที่บริษัทตั้งไว้ 900 ไร่ทั้งปีดูมีความเป็นไปได้มากทีเดียว ซึ่งถือได้ว่ากลับมาอยู่ในระดับเกือบปกติภายในเวลาเพียงปีเดียว เพราะโดยปกติ AMATA จะมียอดขายที่ดินปีละประมาณ 1,000 ไร่ นักวิเคราะห์ของ FSS คาดว่ากำไรในปีนี้ของ AMATA จะเพิ่มขึ้นถึง 32% ฟื้นตัวขึ้นจากปีก่อนที่กำไรหดตัวถึง 73% ขณะที่ ROJNA ในช่วงนี้ดูจะมีข่าวที่ไม่ค่อยสดใสคือยอดขายคอนโดมิเนียมที่ฉางโจวในจีนชะลอลงจากมาตรการควบคุมภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลจีน สำหรับการขายที่ดินนั้น ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน บริษัทขายไปได้แล้ว 166 ไร่ ผู้บริหารตั้งเป้าไว้ 400–500 ไร่เท่ากับระดับปกติของบริษัท ซึ่งเชื่อว่าไม่น่ายากเช่นกัน แต่การเติบโตของกำไรของ HEMRAJ ในปีนี้น้อยกว่ากลุ่มคือ 8% เพราะฐานกำไรที่สูงในปีก่อน (ปีก่อนกำไรโตดีมากเพราะมีการขายที่ดินล็อตใหญ่)โดยสรุปแล้วปีนี้เป็นปีที่สดใสของกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม แต่ราคาหุ้นหลายตัวขยับขึ้นไปจนใกล้เต็มหรือเต็มมูลค่าไปแล้ว ณ ราคาปัจจุบัน HEMRAJ ถือว่าโดดเด่นที่สุด FSS ประเมินเป้าหมายไว้ที่ 1.75 บาท ส่วน AMATA 8.80 บาท และ ROJNA 12 บาท







