
ปฏิรูปประเทศไท ต้องปฏิรูปภาษี (ต่อ)
....กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
2.1.2 การปรับปรุงอัตราค่าลดหย่อนและอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงในปัจจุบัน โดยอาจกำหนดอัตราสูงสุดเป็นร้อยละของเงินได้
ปัจจุบันนี้เงินได้บุคคลธรรมดาที่เป็นค่าจ้างนั้น ให้นำค่าใช้จ่ายจำนวนไม่เกิน 1 แสนบาท และค่าลดหย่อนคนที่เป็นโสดก็จะหักได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อคน หากกรณีผู้มีบุตรก็สามารถหักค่าลดหย่อนได้ไม่เกินคนละ 1.5 หมื่นบาท สำหรับบุตรไม่เกิน 3 คน ท่านผู้อ่านลองดูสิครับว่าจำนวนเงินค่าใช้จ่ายเหล่านี้สะท้อนความเป็นจริงหรือไม่ ผมจึงขอเสนอให้พิจารณารายจ่ายต่อไปนี้ให้หักเป็นค่าใช้จ่ายหรือค่าลดหย่อนได้ โดยสะท้อนความเป็นจริงและหลักการเพื่อให้บรรลุนโยบายของรัฐบาลในแต่ละขั้น ผมมีความเห็นว่าการพิจารณาหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงแล้วอาจกำหนดอัตราสูงสุดไว้ (เช่น ไม่เกินร้อยละ 20 ของรายได้) ผมมีความเห็นว่าก็จะช่วยให้รัฐเก็บภาษีได้มากขึ้น และผลจะทำให้ผู้มีเงินได้ได้รับความคุ้มครองหรือใช้สิทธิในการวางแผนการเงินในอนาคตของตนเองได้ โดยรัฐบาลอาจไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเหล่านี้ โดยนำค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบไปช่วยผู้มีรายได้น้อยได้ อีกทั้งผู้เสียภาษีกลุ่มนี้ยังสามารถเป็นตัวแทนการเก็บภาษีให้รัฐบาลมากขึ้น และเป็นการช่วยเหลือธุรกิจตามนโยบายของรัฐบาลได้ เช่น
(1) ค่าเช่า หากผู้มีเงินได้สามารถนำค่าเช่ามาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ (แต่อาจจะมีการจำกัดวงเงิน) รัฐบาลก็ยังเก็บภาษีจากผู้ให้เช่าได้อีก เพราะปัจจุบันผู้เช่าก็ไม่ต้องการใบเสร็จ (เพื่อนำมาหักรายจ่าย) และยังมีข้อมูลเรื่องมูลค่าของทรัพย์สินได้อีกด้วย ดูตัวอย่างตอนท้ายถึงวงจรการเก็บภาษี
(2) ค่าดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับบ้านหลังแรก โดยไม่ควรจำกัดวงเงิน อันจะเป็นการช่วยส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่อาจกำหนดให้สอดคล้องกับรายได้ว่าบ้านไม่ควรเกินวงเงินเท่าใดต่ออัตราส่วนรายได้
(3) เพิ่มอัตราเบี้ยประกันชีวิตและนโยบายการออม
(4) กรณีการหักรายจ่ายเกี่ยวกับการลงทุนด้านการศึกษา การอบรม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหนังสือ การเข้ารับการฝึกอบรมของบุคคลธรรมดาซึ่งต้องการขวนขวายความรู้ ปัจจุบันค่าใช้จ่ายการศึกษาหรือการบริจาคหนังสือต่างๆ ทางกรมสรรพากรให้หักได้ 2 เท่า ให้แก่บริษัทในการส่งพนักงานไปพัฒนาเพื่อศึกษาหรือการเข้ารับการฝึกอบรม แต่สำหรับบุคคลธรรมดาเหล่านั้นที่ไม่ได้เป็นลูกจ้าง แต่เป็นอาชีพอิสระ จะไม่มีสิทธินำค่าเรียน ค่าเข้าอบรมดังกล่าวมาหักเป็นค่าลดหย่อนหรือค่าใช้จ่ายได้
(5) ค่ารักษาพยาบาลก็ควรจะให้หักเป็นค่าใช้จ่าย เพราะหากซื้อประกันไม่ต้องเสีย แต่การรักษาพยาบาลก็ควรหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ เป็นการให้สวัสดิการโดยตรง
(6) ค่าใช้จ่ายพิเศษ เช่น ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบ้าน การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ (ที่รัฐบาลเสนอมาตรการหักรายจ่ายปัจจุบัน) เพื่อส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวในปัจจุบัน เป็นต้น
ประเด็นเรื่องการหักรายจ่ายตามความเป็นจริงข้างต้นจะทำให้เกิดระบบที่เป็นธรรม เพราะการหักรายจ่ายตามจริงผู้เสียภาษีจะทำหน้าที่แทนกรมสรรพากรในการขอใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษี ทางกรมสรรพากรก็สามารถไปเรียกเก็บภาษีจากผู้รับ จะทำให้มีวัฏจักรที่ครบวงจร ผู้มีรายได้ทุกคนก็จะต้องเข้ามาอยู่ในระบบภาษีมากขึ้น แทนที่จะส่งเสริมให้ขอใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีเพื่อให้นำมาชิงโชค การหักค่าใช้จ่ายข้างต้นอาจมีการจำกัดจำนวน (สูงสุด) ไม่เกินร้อยละ 20 ของเงินได้ กล่าวคือ ใครมีเงินได้มากก็ควรหักค่าใช้จ่ายหรือค่าลดหย่อนได้มาก เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ผมอยากขอให้ท่านพิจารณาการเก็บภาษีวงจรต่อไปนี้ว่าแบบไหนน่าจะดีกว่ากัน
จากแผนภูมิข้างต้น วงจรการเก็บภาษีผมเห็นว่าจะทำให้รัฐบาลสามารถเก็บภาษีจากผู้อยู่นอกระบบภาษีได้มากขึ้น ด้วยการที่ผู้มีเงินได้ขอใบเสร็จมาหักเป็นค่าใช้จ่าย (แต่อาจกำหนดอัตราขั้นสูงสำหรับเงินได้บางประเภท) และอาจนำมาถึงการยกเลิกค่าใช้จ่ายที่เป็นการเหมาสำหรับเงินได้บางประเภท (ซึ่งทำให้ระบบภาษีผิดเพี้ยนไปพอสมควร) และจะทำให้บุคคลเข้ามาอยู่ในระบบภาษีมากขึ้น และรัฐจะเก็บภาษีได้ในระยะยาว โดยให้ผู้มีเงินได้ทำหน้าที่ตัวแทนเก็บภาษีให้กับรัฐบาล
นอกจากนี้ กรณีธุรกิจบางประเภทที่อยู่นอกระบบภาษีอาจเสนอให้มีการให้ผู้ซื้อสินค้า บริการ สามารถขอคูปองสลากชิงโชคที่ผู้ประกอบการต้องไปซื้อจากกรมสรรพากรเพื่อแจกให้กับลูกค้าตามจำนวนเงินเพื่อตรวจรางวัล ก็จะทำให้การตรวจสอบรายได้ของผู้ขายอาหารหรือสินค้าได้มากขึ้น ซึ่งประเทศจีนก็ได้นำมาใช้ และประเทศไทยเองก็อาจจะเหมาะสมกับวิธีการนี้ เช่น ภาษีรายได้จากการขายอาหารหรือสินค้าบางอย่างแทนที่การกรอกใบกำกับภาษีชิงโชค







