
ธนชาตชิงลดดอกจำนำรถ
เปิดศึกแย่งลูกค้าคิด0.25% ให้ข้าราชการผ่อนนาน72เดือน
โพสต์ทูเดย์
— ธนาคารธนชาตสวนกระแส งัดแคมเปญลดดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ขยายฐานลูกค้า หวังทำยอด 6,000 ล้านนายอนุชาติ ดีประเสริฐ ผู้อำนวยการอาวุโส ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ธนาคารธนชาต เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับลดดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์หรือ
“รถแลกเงิน” ลง ด้วยการจัดรายการส่งเสริมการขายหรือแคมเปญพิเศษให้กับลูกค้าบุคคลธรรมดาทั่วไป โดยเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยที่ 0.25% ต่อเดือน กับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน จนถึงเดือน ก.ย.นี้นอกจากนี้ ธนาคารยังขยายไปกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่เป็นข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ด้วยการเสนอคิดดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 0.33% ต่อเดือน พร้อมเงื่อนไขพิเศษไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันและผ่อนชำระได้นานถึง 72 เดือน จนถึงเดือน ส.ค.นี้ด้วย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการผ่อนชำระสูง มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลต่ำ และเป็นกลุ่มที่มีความต้องการใช้เงินในการจับจ่ายใช้สอยหรือการประกอบธุรกิจส่วนตัว
“
ปกติธนาคารจะคิดดอกเบี้ย ‘รถแลกเงิน’ อัตราเดียว โดยเริ่มต้นที่ 0.39% ต่อเดือน หรือ 4.65% ต่อปี แต่เพื่อเป็นการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของสินเชื่อประเภทนี้ให้มากขึ้น จึงได้ออกแคมเปญครั้งนี้เพื่อกระตุ้นตลาด โดยธนาคารจะนำกลุ่มบุคคลผู้มีรถยนต์ที่ปลอดภาระหนี้ในท้องตลาดที่มีประมาณกว่า 5 ล้านคัน มาเป็นเป้าหมายในการทำตลาดสินเชื่อ ‘รถแลกเงิน’ ให้ได้เป้าที่ตั้งไว้ในปีนี้ 6,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นส่วนแบ่ง 1 ใน 3 ของสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ในตลาด” นายอนุชาติ กล่าวนายอนุชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์เป็นธุรกิจที่สถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งได้เข้ามาทำตลาดและมีการแข่งขันกันค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากสินเชื่อประเภทนี้เป็นที่สนใจของประชาชนผู้ต้องการใช้เงินสดเป็นเงินทุนหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน เพราะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าสินเชื่อส่วนบุคคลประเภทอื่น ในส่วนของธนาคารธนชาตได้เข้ามาทำตลาด สินเชื่อ
“รถแลกเงิน” เมื่อกลางปี 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารจะใช้จุดแข็งที่มีระบบเช่าซื้อที่มีศักยภาพและยังเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดเช่าซื้อที่มีความชำนาญและมีสาขาธนาคารธนชาตกระจายอยู่ทั่วประเทศ พร้อมทั้งยังมีพันธมิตรเป็นผู้ประกอบการค้ารถยนต์มือสองหรือเต็นท์รถยนต์มากกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศเป็นกลยุทธ์ในการทำตลาด ซึ่งปัจจุบันกลุ่มธนชาตมียอดลูกค้าเช่าซื้อรถยนต์ประมาณ 8 แสนราย รวมถึงมีลูกค้าที่ปิดบัญชีไปแล้วประมาณ 4 แสนราย






