
บจ.ขายหุ้นกู้รีไฟแนนซ์
บจ.ยังคงระดมทุนผ่านหุ้นกู้ WHA ดอกเบี้ย 4.15% แบงก์ทิสโก้ให้รายใหญ่ 2%
บจ.ยังคงระดมทุนผ่านหุ้นกู้ WHA ดอกเบี้ย 4.15% แบงก์ทิสโก้ให้รายใหญ่ 2%
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอ เรชั่น (WHA) ยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นอายุ 3 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2561 มูลค่าไม่เกิน 2,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยที่ 4.15% ต่อปี โดยจะเสนอขายให้ผู้ลงทุนทั่วไปและผู้ลงทุนสถาบัน ระหว่างวันที่ 3-4 และ 7 ก.ย.นี้ ซึ่งมีธนาคารไทยพาณิชย์เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่าย เพื่อนำเงินไปชำระคืนหนี้เดิม และเป็นเงินทุนหมุนเวียนรวมทั้งรองรับการขยายธุรกิจ
หุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ “BBB+(tha)” แนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” โดยบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 28 ก.ค.
ด้านธนาคารทิสโก้ ในกลุ่มบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหุ้นกู้ มูลค่ารวมไม่เกิน 5,000 ล้านบาท อายุ 2 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2560 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2% ต่อปี โดยจะชำระดอกเบี้ยทุก 6 เดือน เสนอขายนักลงทุนสถาบันและรายใหญ่ ระหว่างวันที่ 26-27 ส.ค.นี้ โดยมีธนาคารทิสโก้เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่าย อันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้อยู่ที่ระดับ “A” แนวโน้ม “คงที่” โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2558 บริษัท ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตให้แก่หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันในวงเงินไม่เกิน 1,500 ล้านบาทของ บริษัท ศุภาลัย (SPALI) ที่ระดับ “A” และคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบัน ที่ระดับ “A” ด้วย ด้วยแนวโน้ม “คงที่” โดยบริษัทจะนำเงินใช้ชำระหนี้และขยายกิจการ
ทั้งนี้ อันดับเครดิตสะท้อนถึงผลงานของบริษัทที่ได้รับการยอมรับในตลาดพัฒนาที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ตลอดจนแบรนด์สินค้าที่เป็นที่รู้จักในตลาดที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลาง และฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตามจุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนลงไปบางส่วนจากระดับการก่อหนี้ของบริษัทที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งจากหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และลักษณะของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นวงจรขึ้นลงและมีการแข่งขันสูง แนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” สะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าบริษัทจะสามารถรักษาผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งเอาไว้ได้ คาดว่าบริษัทจะยังคงสามารถรักษาอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนทุนให้อยู่ในระดับเดียวกับในปัจจุบัน สำหรับการปรับเพิ่มอันดับเครดิตหรือแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทอาจเกิดขึ้นในกรณีที่ผลการดำเนินงาน และสถานะทางการเงินของบริษัทแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้อย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน ความสามารถในการทำกำไรหรือโครงสร้างเงินทุนของบริษัทที่ด้อยลงอย่างมีนัยสำคัญก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องมีการปรับลดอันดับเครดิตหรือแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทลงในอนาคต
บริษัท ศุภาลัย มีตระกูลตั้งมติธรรม ถือหุ้นใหญ่ที่สุดสัดส่วน 28% โดยถือในนามนายประทีป ตั้งมติธรรม จำนวน 22.94% มีโครงการที่อยู่อาศัยจำนวนประมาณ 130 โครงการ มียอดขายที่รอรับรู้รายได้จำนวนมากประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 2 เท่าของฐานรายได้ในปัจจุบัน ส่วนรายได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 เพิ่มขึ้น 73% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 10,127 ล้านบาท และช่วงที่เหลือของปี 2558 จนถึงปี 2561 ส่วนหนึ่งมียอดเงินจากสินค้ารอส่งมอบที่รอรับรู้รายได้สนับสนุนไว้แล้ว แบ่งเป็นประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาทในครึ่งหลังของปี 2558 ในปี 2559 มีจำนวน 1 หมื่นล้านบาท และระหว่างปี 2560 ถึงปี 2561 มีอีกประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท รายได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 2-2.4 หมื่นล้านบาท/ปี
ด้านยอดขายอยู่ที่ 19,191 ล้านบาทในปี 2557 ทรงตัวจากปี 2556 ที่จำนวน 19,153 ล้านบาท เนื่องจากยอดขายของโครงการคอนโดมิเนียมลดลง 8% เป็น 11,339 ล้านบาท และโครงการบ้านจัดสรรเพิ่มขึ้น 16% เป็น 7,852 ล้านบาท ส่วนยอดขายในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 เพิ่มขึ้น 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 9,171 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายโครงการบ้านจัดสรร
ส่วนสถานะทางการเงินยังคงแข็งแกร่ง โดยมีอัตรากำไรที่สูงกว่าผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงาน อยู่ที่ 30-35% ยกเว้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 ที่ลดลงเป็น 27% จาก 32% ในปี 2557 จากการมีต้นทุนก่อสร้างโครงการศุภาลัย เวลลิงตัน 1 ที่สูงกว่าคาด ระดับการก่อหนี้ของบริษัทเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้







