
หลุดกับดักความจน
โดย...ชัตน์วรี
โดย...ชัตน์วรี
ประเทศไทยกำลังจะจัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) โดยที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเสร็จแล้ว และเตรียมเสนอต่อสาธารณชนในช่วงการประชุมประจำปี 2558 ของ สศช. ในวันที่ 14 ก.ย.นี้
สาระสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 12 สศช.ได้กำหนดเป้าหมายว่า “ไทยจะต้องหลุดพ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง” และอีก 7-10 ปีจากนั้น หรือภายในปี 2571 ไทยจะต้องขึ้นชั้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูง แต่กว่าที่ไทยจะขยับชั้นได้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขคือ เศรษฐกิจต้องขยายตัวไม่ต่ำกว่า 5% เมื่อสิ้นแผนฯ 12 ในปี 2564 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ต่อหัว เพิ่มเป็น 317,051 บาท และรายได้ประชาชาติต่อหัวเพิ่มเป็นคนละ 301,199 บาท/ปี มีผลิตภาพการผลิตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 2.5% มีการลงทุนรวมขยายตัวไม่ต่ำกว่า 8% โดยการลงทุนภาครัฐขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10%
จุดเด่นของแผนพัฒนาฉบับที่ 12 นี้จะเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกที่ถูกบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย โดยกำหนดให้ทุกรัฐบาลที่เข้ามา
บริหารประเทศต้องดำเนินงานตามแผนดังกล่าว และต้องทำให้สอดคล้องกับข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่เสนอให้จัดทำยุทธศาสตร์ประเทศระยะยาวกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีพลังขับเคลื่อนให้ไทยหลุดกับดักความยากจน
แต่มีอีกหลายเรื่องที่ยังเป็นตัวฉุดไทยที่จะไม่สามารถก้าวข้ามผ่านการเป็นหลุดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางได้ โดยเฉพาะในปัญหาเรื่อง “คน” อนาคตไทยกำลังเผชิญกับที่จะมีคนแก่มากขึ้นและผู้ที่อยู่ในวัยทำงานน้อยลง ทำให้ภาระในการแบกรับที่จะต้องเลี้ยงดูคนแก่มากขึ้น
โดยในปี 2557 มีผู้สูงอายุ 10 ล้านคน คิดเป็น 14.9% ของประชากรทั้งหมดและคาดว่าจะเพิ่มเป็น 20.5 ล้านคน หรือ 32.1% ในปี 2583
เท่านั้นยังไม่พอ ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยยังสูงอยู่ที่ 10.57 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% หรือคิดเป็น 79.9% ของจีดีพี
ขณะนี้ไทยกำลังเผชิญปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงปัญหาหนี้สินของภาคครัวเรือนและเกษตรกรยังคาราคาซัง นี่ก็เป็นโจทย์หินหนึ่งที่ไทยต้องสอบให้ผ่านก่อนที่จะยกระดับไทยให้ก้าวพ้นสู่ประเทศระดับมีรายได้สูงขึ้น







