
สมคิดสั่งรื้อคลัสเตอร์ดาวรุ่ง
“สมคิด” ปรับกลุ่มคลัสเตอร์อุตฯ ดาวรุ่ง 6 กลุ่ม เพิ่มเทคโนโลยี สุขภาพ แรงจูงใจลงทุน
“สมคิด” ปรับกลุ่มคลัสเตอร์อุตฯ ดาวรุ่ง 6 กลุ่ม เพิ่มเทคโนโลยี สุขภาพ แรงจูงใจลงทุน
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) ซึ่งเป็นการยกระดับคลัสเตอร์การผลิตของไทย เพื่อใช้เป็นแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในด้านต่างๆ แต่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ได้ทักท้วงและเสนอแนะให้ปรับปรุงเพิ่มเติม
รองนายกฯ เห็นว่า แนวทางการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรม ที่ สศช.เสนอมานั้น ยังเป็นการนำเสนอกลุ่มคลัสเตอร์ที่เล็ก และเป็นรายสินค้าเกินไป จึงอยากให้มีการปรับปรุง มีการรวมกลุ่มการผลิตที่ใหญ่ขึ้น โดยให้นำข้อคิดเห็นของภาคเอกชนมาประกอบการพิจารณา
ทั้งนี้ เอกชนเห็นว่ากลุ่มคลัสเตอร์ที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการพัฒนาให้เป็นคลัสเตอร์นำร่องประกอบด้วย 6 คลัสเตอร์ ได้แก่ 1.กลุ่มคลัสเตอร์อ้อยและน้ำตาลทราย 2.กลุ่มคลัสเตอร์กุ้ง 3.กลุ่มคลัสเตอร์ยางและไม้ยางพารา 4.กลุ่มคลัสเตอร์ยานยนต์และชิ้นส่วน 5.กลุ่มคลัสเตอร์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และ 6.กลุ่มคลัสเตอร์ภาคการเงิน
นอกจากข้อเสนอให้มีการรวมกลุ่มคลัสเตอร์การผลิตให้ใหญ่ขึ้นแล้ว นายสมคิดยังเห็นว่า กลุ่มคลัสเตอร์ที่จะเสนอควรต้องรองรับ หรือตอบสนองกับทิศทางการพัฒนาของโลกอนาคต เช่น กลุ่มคลัสเตอร์ที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้า เทคโนโลยีสุขภาพ และควรมีการกำหนดทิศทางที่จะพัฒนาในอนาคตให้ชัดเจน พิจารณาถึงแรงจูงใจในการเข้ามาลงทุนในคลัสเตอร์ หรืออุตสาหกรรมนั้นๆ โดยอาจพิจารณาใช้กลไกเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อสนับสนุนการพัฒนาคลัสเตอร์การผลิตแต่ละกลุ่มด้วย
ที่ประชุมจึงมอบหมายให้คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาคลัสเตอร์ซึ่งมีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ดูแล นำข้อคิดเห็นไปทบทวนการกำหนดคลัสเตอร์ที่รัฐบาลจะสนับสนุนการพัฒนาอีกครั้ง
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า นอกจากแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในด้านการพัฒนาคลัสเตอร์การผลิตแล้ว ยังได้มีการรายงานถึงแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ความสามารถทางกายภาพ การพัฒนาขีดความสามารถของมนุษย์ การเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ รวมถึงการจัดการข้อมูลสื่อสารประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะการบริหารข้อมูลและประสานงานกับสถาบันจัดอันดับต่างๆ เช่น IMD WEF หรือธนาคารโลก
ทั้งนี้ ได้กำชับให้เร่งศึกษากระบวนการเก็บข้อมูลของสถาบันต่างๆ มาหารือแต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อจัดทำข้อมูลต่างๆ ให้สอดคล้องกัน เพื่อเลื่อนอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นมาให้ได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้







