
โอดรัฐขาดความชัดเจน ทำแผนเขตศก.สงขลาไม่คืบ
สงขลาเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพทั้งด้านพื้นที่และขนาดเศรษฐกิจ มีบทบาทเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
สงขลาเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพทั้งด้านพื้นที่และขนาดเศรษฐกิจ มีบทบาทเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ ซึ่งสามารถเป็นประตูการค้าสู่มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และตลาดอื่นทั่วโลกได้อีกด้วย
ที่ผ่านมาด่านศุลกากรสะเดาและปาดังเบซาร์ จ.สงขลา มีมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนสูงสุดของประเทศ หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 5 แสนล้านบาท ยิ่งช่วยตอกย้ำศักยภาพของจังหวัดในการเป็นพื้นที่พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ทว่าแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจในพื้นที่นี้ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร
วัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ กล่าวถึงความคืบหน้าของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา ซึ่งอยู่ในแผนระยะแรกของรัฐบาลว่า ที่ผ่านมามีการผลักดันล่าช้ามาก เนื่องจากยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจน ทั้งในส่วนของพื้นที่ สิทธิประโยชน์ และแนวทางการพัฒนา และตอนนี้รัฐบาลยังเน้นการพัฒนาพื้นที่ อ.แม่สอด จ. ตาก และสระแก้ว ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมก่อน ดังนั้นในส่วนของสงขลาจึงยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง
“ตอนนี้ยังไม่มีนักลงทุนต่างชาติแสดงความสนใจเข้ามาดูพื้นที่พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.สงขลา เลย เนื่องจากยังมองไม่เห็นภาพชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร”
แม้ว่าทุกอย่างยังไม่คืบหน้านัก แต่วัฒนาเชื่อมั่นว่า หากสามารถเดินแผนพัฒนาพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วก็จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของภาคใต้ อีกทั้งจะสามารถดึงดูดนักลงทุนจากมาเลเซียและสิงคโปร์ให้เข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ด้วย
“เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนใต้มีความได้เปรียบพื้นที่ในภาคอื่น เพราะในชายแดนมาเลเซียที่อยู่ติดกับด่านสะเดาและปาดังเบซาร์ไม่มีเขตเศรษฐกิจพิเศษ ต่างจากชายแดนไทยที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านรายอื่น ดังนั้นจึงไม่มีตัวเปรียบเทียบ อีกทั้งฝั่งมาเลเซียมีกำลังซื้อมากกว่า จึงคาดว่าจะเกิดการลงทุนในพื้นที่ได้ไม่ยาก ซึ่งการทำธุรกิจค้าปลีกในบริเวณด่านชายแดนจะเป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจและมูลค่าการค้าชายแดนในภาคใต้ด้วย”
วัฒนา อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันฝั่งมาเลเซียมีดิวตี้ ฟรี อยู่แล้ว ดังนั้นเชื่อว่าจะไม่มีการประกาศจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นมาอีก แต่ขณะเดียวกันก็มองว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนของไทยควรจะผลักดันให้มีการจัดตั้งดิวตี้ ฟรี ด้วย เพื่อจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวมาเลเซียเข้ามาจับจ่ายใช้เงินในฝั่งไทยมากขึ้น จากปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นเพียงการซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภค
สำหรับภาพรวมมูลค่าการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ผ่านด่านชายแดนในพื้นที่ภาคใต้ พบว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (ม.ค.-ส.ค. 2558) ติดลบ 7-8% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้การส่งออกสินค้าจากไทยผ่านเข้าไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ลดน้อยลง รวมทั้งเศรษฐกิจในจีนที่ลดความร้อนแรงลง และการลดค่าเงินหยวนล้วนเป็นตัวชี้นำเศรษฐกิจในเอเชียและภูมิภาคอาเซียนด้วย ซึ่งส่งผลให้เงินสกุลท้องถิ่นในอาเซียนอ่อนค่าลง โดยในส่วนของริงกิตมาเลเซียที่ถูกกดดันซ้ำด้วยปัญหาการเมืองภายในประเทศ จนอ่อนค่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐในรอบ 17 ปี ทำให้กำลังซื้อของชาวมาเลเซียลดลง เพราะเท่ากับว่าต้องใช้เงินริงกิตจำนวนมากเมื่อซื้อสินค้าจากต่างประเทศ
ด้าน สมพร สิริโปราณานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ให้ข้อมูลว่า ล่าสุดคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จ.สงขลา ได้ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มีมติจะเสนอให้รัฐบาลแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารบูรณาการและพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษ อ.สะเดา จ.สงขลา เพื่อให้มีคณะทำงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ทำงานในระดับจังหวัด เบื้องต้นจะประกอบด้วยรองผู้ว่าราชการที่ดูแลฝ่ายเศรษฐกิจ สภาพัฒน์ ผังเมือง กรมทางหลวง สภาอุตสาหกรรม สมาคมโลจิสติกส์ สมาคมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หอการค้า เป็นต้น
ขณะที่ส่วนกลางจะมีคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถพิจารณาอนุมัติสั่งการและมีมติต่างๆ ได้ จะทำให้การขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังเสนอขอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากเดิม 3.9% เหลือ 3% ยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร 8 ปี ยกเว้นภาษีรายได้ 8 ปี ภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 3% ให้เหลือ 0.01% เพื่อดึงดูดการลงทุน พร้อมกับเสนอให้พัฒนารถไฟทางคู่จากด่านปาดังเบซาร์ไปถึง จ.ชุมพร เพื่อเชื่อมโยงกับรถไฟทางคู่ของสิงคโปร์ที่สร้างมาถึงมาเลเซียแล้ว คาดว่าจะพร้อมเปิดบริการภายในปีนี้
“หากไทยสามารถเชื่อมโยงระบบขนส่งได้ จะเป็นการส่งเสริมการส่งออกสินค้าของไทยให้เติบโตมากขึ้น โดยเส้นทางดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับแผนของ คสช.ที่จะสร้างรถไฟทางคู่จากประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร โดยอาจพัฒนาในเฟส 2 ต่อไปจนถึงด่านปาดังเบซาร์”
จากข้อมูลที่ได้จะเห็นว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.สงขลา มีศักยภาพเป็นเกตเวย์เชื่อมไทยกับประเทศเพื่อนบ้านฝั่งใต้ และจะเชื่อมต่อไปยังตลาดโลกได้อีกด้วย เนื่องจากมาเลเซียและสิงคโปร์ล้วนมีท่าเรือขนาดใหญ่ติดอันดับโลก
ดังนั้น จึงต้องฝากความหวังว่าทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของรัฐบาลภายใต้การนำของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จะทำงานเชิงรุกเร่งขับเคลื่อนนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว







