
น้ำมันโลกขาลง เอทานอล-บี100 แพงลิบลิ่ว
ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาลง ล่าสุดวันที่ 24 ส.ค. สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบ WTI
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาลง ล่าสุดวันที่ 24 ส.ค. สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือน ต.ค. ร่วงลงสู่ระดับ 38.24 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่วนสัญญาส่งมอบน้ำมันดิบเบรนต์งวดส่งมอบเดือน ต.ค. ปิดที่ 42.69 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และมีแนวโน้มว่าราคาน้ำมันดิบจะร่วงลงสู่ระดับ 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงปีนี้
“หากสภาคองเกรสของสหรัฐผ่อนผันการคว่ำบาตรอิหร่าน จะทำให้ในช่วง 2 เดือนแรกมีน้ำมันจากอิหร่านเข้าตลาด 5 แสนบาร์เรล/วัน จากนั้นจะเพิ่มเป็น 1 ล้านบาร์เรล/วัน และจะทำให้กำลังการผลิตส่วนเกินเพิ่มเป็น 4 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งหากซาอุดิอาระเบียและสหรัฐไม่ยอมลดกำลังการผลิตลง ท่ามกลางเศษฐกิจจีน สหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่นชะลอตัว ประกอบกับเงินคิวอีที่ออกตลาดเก็งกำไรน้ำมันล่วงหน้าไปเก็งกำไรค่าเงิน ได้เห็นน้ำมันลงอีก 10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลแน่ๆ” มนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงานและสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ระบุ
มนูญ ประเมินว่า คนไทยจะมีความสุขกับราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำหรือเฉลี่ย 45-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ไปจนถึงปลายปี และแม้ว่าเศรษฐกิจโลกดีขึ้น รวมทั้งผู้ผลิตน้ำมันบางส่วนต้องออกจากตลาดจากการดำเนินนโยบายราคาน้ำมันต่ำของซาอุดิอาระเบีย แต่ราคาน้ำมันในช่วง 3 ปีนี้เฉลี่ยจะอยู่ที่ 50-70 เหรียญสหรัฐ
ทว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงเหลือ 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ระดับ 90-100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ราคาอ้างอิงการซื้อขายเชื้อเพลิงทดแทน เช่น ไบโอดีเซล บี100 และเอทานอล ยังคงยืนราคาเท่าเดิม
“ขณะนี้ราคาอ้างอิงเอทานอลอยู่ที่ 26 บาท/ลิตร และไบโอดีเซล บี100 อยู่ที่ 32 บาท/ลิตร แพงกว่าเนื้อน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ตอนนี้มีราคา 15 บาท/ลิตร ในขณะที่ราคาวัตถุดิบ เช่น โมลาส มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน มีราคาตกต่ำเช่นเดียวกับสินค้าโภคภัณฑ์โลกอื่นๆ” มนูญ ตั้งคำถามไปยังกระทรวงพลังงานและเอกชนที่ผลิตพลังงานทดแทน
มนูญ เสนอว่า เพื่อส่งเสริมให้การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพของเอกชนมีประสิทธิภาพสูงสุด ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเป็นราคาที่เอกชนไทยสามารถแข่งกันกับต่างประเทศได้ กระทรวงพลังงานต้องปรับสูตรราคาอ้างอิงจาก “Cost plus” หรือคิดจากต้นทุนบวกค่าใช้จ่ายต่างๆ ของผู้ผลิต เป็น “ราคานำเข้าบวกด้วยค่าพรีเมียม”
ขณะที่ อุกฤษฏ์ อัษฎาธร นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย ชี้แจงว่า สาเหตุที่เอกชนต้องยืนราคาซื้อขายเอทานอลไว้เท่าเดิมหรือลดราคาลงบ้างแต่ไม่มาก เป็นเพราะการซื้อวัตถุดิบเพื่อผลิตเอทานอลไม่ว่าจะป็นกากน้ำตาล (โมลาส) หรือมันสำปะหลัง จะต้องทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน ส่งผลให้การส่งผ่านต้นทุนไปที่ราคาซื้อขายต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง
“ที่เอกชนจะต้องทำสัญญาซื้อขายวัตถุดิบล่วงหน้านานอย่างน้อย 6 เดือน เพราะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ด้านการเกษตรเปลี่ยน แปลงเร็วมาก และสัญญาล่วงหน้าที่ทำขึ้นดังกล่าว ทำให้การผลิตเอทานอลที่จะสะท้อนความเป็นจริงต้องดีเลย์ออกไปด้วย แต่ปัจจุบันราคาซื้อขายเอทานอลได้ปรับลดลง 2 บาท/ลิตร โดย เอทานอลในตลาดลดลงเหลือ 24 บาท/ลิตร จากเดิม 26 บาท/ลิตร” อุกฤษฏ์ บอก
อุกฤษฏ์ ย้ำว่า กระทรวงพลังงานจะต้องส่งเสริมนโยบายพลังงานทดแทนต่อเนื่องและทำแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าจะมีปัจจัยลบต่างๆ เข้ามากดดันก็ต้องค่อยๆ แก้ไขกันไป เพราะราคาน้ำมันคงไม่ต่ำอย่างนี้ไปยาวนาน ซึ่งปัจจุบันเอกชนผลิตเอทานอลเพื่อผสมในน้ำมันเบนซินที่ 3.4 ล้านลิตร/วัน
ขณะที่ ธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ยอมรับว่า เป็นห่วงว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันที่อยู่ในช่วงขาลงอาจส่งผลกระทบต่อแผนส่งเสริมพลังงานทดแทน โดยเฉพาะการใช้ทดแทนเชื้อเพลิงชีวภาพทั้งเอทานอลและไบโอดีเซล แต่ยังมั่นใจว่าราคาน้ำมันคงไม่ได้อยู่ในช่วงขาลงเป็น 10 ปีแน่นอน และตามร่างแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกระยะ 21 ปี ยังมีเวลาที่ไทยจะผลักดันให้มีการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพได้ตามเป้า
“แม้ว่าเอทานอลจะแพงกว่าเนื้อน้ำมัน 2 เท่า แต่ไม่อยากให้มองราคาอย่างเดียว เพราะมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นต้นทุนในการลงทุนด้วย และในภาพรวมราคาเชื้อเพลิงชีวภาพในระดับนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหา ส่วนแผนในอนาคตไทยต้องเพิ่มศักยภาพการผลิตวัตถุดิบ เพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยจาก 10 ล้านไร่ เป็น 16 ล้านไร่ เพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังจาก 3.51 ตันมันสด/ไร่ เป็น 5-7 ตันมันสด/ไร่ และเพิ่มผลผลิตไบโอดีเซล บี100 จาก 5.6 ล้านลิตร/วัน เป็น 14 ล้านลิตร/วัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในด้านวัตถุดิบลงได้” ธรรมยศ กล่าว
ดังนั้น แม้ว่าการส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทน เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพ จะต้องได้รับการสานต่อ แต่ราคาที่ซื้อขายจริงต้องเป็นธรรมกับผู้ใช้น้ำมันด้วย







