posttoday
บางสิ่งที่เราอาจหลงลืมไป...

บางสิ่งที่เราอาจหลงลืมไป...

25 สิงหาคม 2558

โดย...ดร.ศุภกร สุนทรกิจ

โดย...ดร.ศุภกร สุนทรกิจ

เหตุการณ์วางระเบิดที่ศาลพระพรหม สร้างความสะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ หลายคนหันกลับมาวางแผนชีวิตในมุมมองใหม่ เพราะสิ่งที่ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้เสมอ การสูญเสียมีผลต่อเนื่องถึงครอบครัวที่เราต้องรับผิดชอบดูแล วันนี้เรามาจัดสรรเงินลงทุนส่วนหนึ่งเพื่อการประกันชีวิตกัน

หลักการทำประกันชีวิตมีให้เลือกหลายแบบ แบบ 1 แบบตลอดชีพ ที่ให้ความคุ้มครองตลอดชีวิต เมื่อเราไม่อยู่แล้ว ลูกหลานจะได้รับเงินจากบริษัทประกัน ซึ่งเป็นแบบมาตรฐาน จ่ายเบี้ยประกันรายปีต่อเนื่อง ซึ่งเราควรพิจารณาความสามารถในการจ่ายเบี้ยกับเงินที่จะได้รับ ถ้าเงินประกันที่ต้องการให้ลูกหลานมาก ก็ต้องจ่ายเบี้ยมาก ถ้าเงินประกันน้อยเกินไป ลูกหลานก็ลำบากได้

แบบ 2 แบบสะสมทรัพย์ ผสมระหว่างการออมทรัพย์กับการประกันชีวิต มีกำหนดระยะเวลาในสัญญาทำประกัน ถ้าเราจากไปก่อนสัญญาครบกำหนด ลูกหลานก็ได้เงิน ถ้าเราอยู่จนถึงครบกำหนด เราก็จะได้รับเงินคืนตามที่ตกลงกัน แบบนี้เราควรดูอัตราดอกเบี้ยที่เราจะได้รับเทียบกับผลตอบแทนอื่น

แบบ 3 แบบมีกำหนดระยะเวลา ในสัญญาจะกำหนดระยะเวลาเลยว่า ถ้าเราจากไปก่อนครบสัญญา ลูกหลานจะได้เงิน แต่ถ้าครบอายุสัญญาจะไม่ได้รับเงินคืน ประกันแบบนี้ เบี้ยประกันจะถูกที่สุด เหมาะกับคนอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงหรืออยู่ในวัยทำงาน เพิ่งเริ่มต้นสร้างครอบครัวและมีภาระเยอะ

แบบ 4 แบบบำนาญ เป็นการประกันชีวิตแบบใหม่ ที่จะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้เราทุกเดือนหรือทุกปีตั้งแต่เราเกษียณอายุ จนเราจากไปหรือเมื่ออายุ 80 หรือ 90 ปี ตามสัญญากำหนด เป็นการประกันให้เรามีรายได้เมื่อเราแก่ มากกว่าการส่งเงินต่อให้ลูกหลาน เหมาะกับผู้ที่ทำงานเอกชน และต้องการความมั่นคงเมื่อยามสูงอายุ แบบนี้เป็นส่วนเสริมจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนประกันสังคม และกองทุนการออมแห่งชาติ

ดังนั้น เราควรเลือกแบบประกันที่เหมาะกับเป้าหมายการใช้ชีวิตและสถานะทางการเงิน และเราควรจัดสัดส่วนรายได้บางส่วนเพื่อจ่ายเบี้ยประกันชีวิตประมาณ 5-10% ของรายได้อาจปรับเพิ่มหรือลดตามการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเรา

ปัจจุบันมีการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ควบประกันชีวิตไปด้วย ที่เรียกว่า Unit Link เป็นกรมธรรม์ที่บริษัทประกันชีวิตขายควบกับกองทุนรวม ซึ่งทำให้ผู้ซื้อได้รับทั้งความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันชีวิต และได้ลงทุนในกองทุนรวม เงินที่จ่ายซื้อกรมธรรม์ Unit Link จะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับการให้ความคุ้มครองตามที่กรมธรรม์ประกันชีวิตกำหนด ซึ่งบริษัทประกันชีวิตจะนำเงินส่วนนี้ไปบริหารเอง และบริษัทจะเป็นผู้รับความเสี่ยงจากการนำเบี้ยประกันไปลงทุนในหลักทรัพย์และทรัพย์สินประเภทต่างๆ ส่วนที่ 2 จัดสรรเข้าเป็นส่วนเงินลงทุนตามสัดส่วนที่ระบุในกรมธรรม์ ซึ่งบริษัทประกันชีวิตจะนำไปซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตามคำสั่งของผู้เอาประกัน โดยบริษัทที่รับจัดการเงินจะออกหน่วยลงทุนให้แก่ผู้เอาประกัน สิ่งที่แตกต่างจากประกันชีวิตทั่วไปคือ ผลตอบแทน (กับเงินต้นแบบที่ 2) ที่อาจได้มากขึ้นหรือน้อยลงจากกองทุนรวมที่ลงทุน ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้น กองทุนรวมสร้างผลตอบแทนที่ดี เราจะได้รับผลตอบแทนที่ดีไปด้วย แบบเดิมบริษัทประกันจะได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นนี้ไป

ล่าสุด มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ออกกองทุนรวมแถมประกันชีวิตและสุขภาพที่เลือกลงทุนโดยตรงในหุ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น จีน รวมทั้งตราสารหนี้ต่างประเทศ ประมาณการผลตอบแทนที่คาดหวังประมาณ 5-8% ตามความเสี่ยงที่สูงกว่ากองทุนรวมตราสารทุนในประเทศ ในส่วนของประกันชีวิต บลจ. เป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันให้แทนผู้ลงทุนทุกรายอยู่ในรูปแบบของการประกันกลุ่ม ดังนั้น เงินประกันที่ผู้ลงทุนได้รับอาจไม่สูงมาก แต่ถือเป็นมิติใหม่ของกองทุนรวม

การจ่ายเบี้ยประกันเป็นการลงทุน ถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำ Asset Allocation เป็นการป้องกันความเสี่ยงถึงแม้ว่าจะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าการลงทุนประเภทอื่น แต่เมื่อถึงจุดเสี่ยงที่สำคัญ การประกันก็ช่วยเราให้รอดพ้นวิกฤตได้มากทีเดียว

เรารักประเทศไทยครับ และเราจะเดินไปด้วยกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท