
เหตุบึ้มERWหั่นเป้าโต
เอราวัณรับผลกระทบบึ้มราชประสงค์หั่นเป้ารายได้ปีนี้เหลือโต 28% จากเดิม 35%
เอราวัณรับผลกระทบบึ้มราชประสงค์หั่นเป้ารายได้ปีนี้เหลือโต 28% จากเดิม 35%
นางกันยะรัตน์ กฤษณเทวินทร์ รองกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) เปิดเผยว่า บริษัทได้มีการประเมินตัวเลขในเหตุการณ์ระเบิดแถวราชประสงค์ว่าน่าจะส่งผลทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยลดลงเหลือ 27.6 ล้านคน ต่ำกว่าเป้าหมายที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งไว้ 28.8 ล้านคน โดยประเมินว่าในช่วงไตรมาส 3 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 5.8 ล้านคน และในไตรมาส 4 เข้ามาอีก 7 ล้านคน ซึ่งตัวเลขระดับนี้ใกล้เคียงกับปี 2556 ที่มีเหตุการณ์การเมือง
ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงย่อมส่งผลกระทบต่อการเติบโตของบริษัทในปีนี้ และได้ทบทวนคาดการณ์การเติบโตรายได้ลงจากเดิมคาดว่าจะเติบโต 35% เหลือเติบโต 28% จากปี 2557 ที่มีรายได้ 4,374 ล้านบาท โดยในครึ่งปีแรกมีรายได้ 2,673 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 115 ล้านบาท
นอกจากนี้ คาดการณ์อัตราการเข้าพักในไตรมาส 3 ของปีนี้ลงเหลือ 71% จากเดิมคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 76% และอัตราการเข้าพักตลอดทั้งปีลดจากเดิมคาดจะเฉลี่ยอยู่ที่ 77% ลงเหลือ 75% แต่ถือว่าสูงกว่าปี 2557 เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 65% และคาดว่าการเติบโตรายได้ต่อห้องจะมีการเติบโตลดลงจากเดิมคาดว่า 14% เหลือ 8% ซึ่งปัจจุบัน ERW มีโรงแรมทั้งหมดจำนวน 33 แห่ง จำนวนห้องทั้งหมด 5,684 ห้อง
“ผลกระทบของเหตุการณ์ดังกล่าวมีอยู่แล้วและโรงแรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ และมีสัดส่วนรายได้ 20% ของรายได้รวมของ ERW แต่เนื่องจากตลอด 7 เดือนแรกของปีนี้ภาวะการท่องเที่ยวดีมากๆ และสถานการณ์โรงแรม อื่นๆ ในกรุงเทพฯ เช่น เจดับบลิว แมริออท ไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากเท่าไหร่ รวมถึงโรงแรมในต่างจังหวัดไม่ได้รับผลกระทบ อีกทั้งบริษัทสะสมกำไรในช่วงครึ่งปีแรกถึง 115 ล้านบาทแล้ว ดังนั้นถึงช่วงครึ่งปีหลังจะติดลบ แต่มั่นใจว่าผลประกอบการของทั้งปี 2558 จะดีกว่าปี 2557 อย่างแน่นอนซึ่งมีผลขาดทุนสุทธิ 111 ล้านบาท” นางกันยะรัตน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าเหตุการณ์ระเบิดกลางสี่แยกราชประสงค์จะใช้ระยะเวลา 6-8 สัปดาห์สถานการณ์น่าจะคลี่คลายและกลับเข้าสู่สภาพปกติหรือประมาณในช่วงเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งจะทันกับช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปีนี้และบริษัทยืนยันว่าจะไม่ใช้นโยบายลดราคาเพื่อดึงให้นักท่องเที่ยวกลับมา เพราะมองว่าไม่เกิดประโยชน์หากนักท่องเที่ยวไม่ตัดสินใจมา ส่วนเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลลากยาวต่อการเติบโตของบริษัทในปี 2559 หรือไม่นั้น คงยังไม่สามารถระบุได้ เพราะบริษัทอยู่ระหว่างการจัดทำแผนเติบโตระยะยาว 5 ปี ซึ่งจะเริ่มนับตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป
“ชาวฮ่องกงมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์มากที่สุด ขณะที่ชาวตะวันออกกลางไม่ได้อ่อนไหวมากนักและเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของชาวตะวันออกกลาง ทั้งนี้ หากแบ่งสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับ ERW มากที่สุดในช่วงครึ่งปีแรก จะเป็นคนไทยในสัดส่วน 15% อันดับ 2 คือ ชาวจีนสัดส่วน 13% อันดับ 3 สหรัฐอเมริกาสัดส่วน 11% และชาวฮ่องกงเป็นอันดับ 4 ด้วยสัดส่วน 6%” นางกันยะรัตน์ กล่าว
สำหรับแผนการขยายโรงแรมยังคงเป็นไปตามแผนจะลงทุน 15 โรงแรม เน้นขยายโรงแรมในต่างจังหวัดทั้งหมด และเน้นเจาะกลุ่มรายได้ขนาดกลางภายใต้แบรนด์ HOP INN โดยแบ่งเป็น 5 แห่ง กำหนดเปิดในปีนี้ ประกอบด้วย พิษณุโลก นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ตรัง และกระบี่ และที่เหลืออีก 10 แห่ง กำหนดเปิดในปี 2559 โดยใช้เงินลงทุน 60 ล้านบาท/แห่ง หรือใช้เงินลงทุนรวม 900 ล้านบาท
สำหรับความคืบหน้าในการจัดตั้งกองทุนทรัสต์เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ขนาดประมาณ 1,800 ล้านบาท คงไม่สามารถเสนอขายให้กับประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ได้ทันในช่วงปลายปี 2558 นี้ คงจะเห็นในปี 2559 สาเหตุเนื่องจากสภาพตลาดหุ้นไม่เอื้ออำนวย บริษัทต้องการให้ผลตอบแทนสูงสุดกับผู้ถือหุ้น ERW และผู้ถือหน่วยกอง REITs มากที่สุด
สำหรับการเลื่อนเสนอขายไอพีโอกอง REITs ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนของบริษัท เนื่องจากเงินลงทุนๆ ต่างๆ ได้รับวงเงินสนับสนุนจากสถาบันการเงินไว้แล้ว
เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ราคาหุ้น ERW ปิดตลาดที่ระดับ 3.62 บาท ลดลง 0.04 บาท หรือ 1.09% นับว่าดีกว่าตลาดหุ้นโดยรวมที่ทรุดลง 4.73% และฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ให้คำแนะนำซื้อ แม้จะปรับลดผลกำไรปีนี้ลงรับผลกระทบจากเหตุระเบิดราชประสงค์ แต่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 172 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 173 ล้านบาท เมื่อปี 2557 และราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงแรงรับปัจจัยลบไปมากพอควรแล้ว
มุมมองสอดคล้องกับนักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ที่แนะนำซื้อแม้ปรับลดราคาเหมาะสมลงจาก 5.70 บาท เหลือ 4.70 บาท สะท้อนประมาณการกำไรปีนี้ที่ปรับลง 30% เหลือ 196 ล้านบาท แต่จากผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ที่จะยังคงขาดทุน จึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเข้าซื้อหุ้น รอช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเข้าสู่ไฮซีซั่น ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยผลการดำเนินงานของ ERW จะกลับมาสู่ขาขึ้นอีกครั้ง







