
อุตฯลุยถกเอกชนแก้อุปสรรคสกัดการแข่งขัน
กระทรวงอุตฯ ลุยหารือสมาคมการค้า รับฟังความเห็นภาคเอกชน แก้อุปสรรคให้ภาคธุรกิจ เตรียมโรดโชว์ต่างประเทศชักจูงการลงทุน
กระทรวงอุตฯ ลุยหารือสมาคมการค้า รับฟังความเห็นภาคเอกชน แก้อุปสรรคให้ภาคธุรกิจ เตรียมโรดโชว์ต่างประเทศชักจูงการลงทุน
นายพุทธิเพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม จะเชิญสมาคมการค้าต่างๆ เช่น สมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ มารับฟังความคิดเห็นถึงอุปสรรคปัญหาในภาคการผลิตของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับการออกนโยบายไปขัดต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ เช่น เดิมไทยเคยเป็นศูนย์กลางการส่งออกสิ่งทอ การฟอกย้อม มีผู้ประกอบการมาลงทุนในกลุ่มธุรกิจนี้ค่อนข้างมาก แต่ขณะนี้มีการย้ายฐยานการรผลิตออกไปจีนบ้างแล้ว เพราะกฎหมาย หรือนโยบายบางอันทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถแข่งขันในตลาดส่งออกได้
ขณะเดียวกันจะเริ่มเดินทางโรดโชว์ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะเห็นว่ามีนักลงทุนยังสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในเมืองไทยอยู่ แต่ไปติดปัญหาการเมือง และวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา การไปตอกย้ำความมั่นใจแก่นักลงทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เกิดการตัดสินใจลงทุนในเมืองไทย และจะถือโอกาสอธิบายสิทธิประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมบริการด้านการแพทย์
ทั้งนี้ จะเริ่มเดินทางไปประเทศเยอรมันในปลายเดือนนี้ เพราะมีนักลงทุนที่ยื่นเรื่องเข้ามายังสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) ซึ่งนักลงทุนต้องการรับทราบความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายอีโคคาร์ รวมทั้งจะไปดูการจัดการด้านการจำกัดกากอุตสาหกรรม และนิคมอุตสาหกรรมของเยอรมันด้วย
จากนั้นมีแผนจะเดินทางไปประเทศจีน เนื่องจากมีนักลงทุนต้องการเข้ามาลงทุนในไทยมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท จึงอยากให้รัฐบาลไปสร้างความเชื่อมั่น และอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ ซึ่งนักลงทุนจีนเหล่านี้ได้เดินทางมาดูพื้นที่ในไทยแล้ว และอยู่ระหว่างการตัดสินใจ โดยอุตสาหกรรมที่จีนสนใจลงทุน ได้แก่ อุตสาหกรรมยางพารา แปรรูปยางพารา และตั้งโรงงานผลิตกรดมะนาว เป็นต้น
นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะเริ่มพิจารณาเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษในบางพื้นที่ เพื่อให้ทั้งภาคอุตสาหกรรมและชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุด โดยแนวคิดของเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวจะมองในภาพรวมของพื้นที่ มีการบริหารจัดการภายในแบบพิเศษซึ่งจะต่างจากเขตเศรษฐกิจเดิมที่เคยมีอยู่แล้ว







