
วินัยการลงทุน มักถูกทดสอบเสมอ
โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์
โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คงเป็นช่วงที่เราคนไทยต่างรู้สึกเศร้าเสียใจและตกใจ ผมในฐานะผู้บริหารและในนามตัวแทนของ บลจ.ธนชาต ขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดต่อญาติผู้เสียชีวิต รวมถึงผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ด้วยครับ
หลังจากเหตุการณ์เริ่มสงบลง ผมก็เริ่มกังวลเศรษฐกิจไทยอยู่ไม่น้อย แม้เหตุการณ์ในลักษณะนี้ตามปกติหากไม่กินระยะเวลานานหรือขยายความรุนแรงมากขึ้น มักกระทบเพียงระยะสั้น 1-3 เดือนเท่านั้น แต่ปัจจุบันหากท่องเที่ยวมีปัญหา นั่นหมายถึงเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวสุดท้ายกำลังอ่อนแรงลงอย่างช่วยไม่ได้
ในทางเศรษฐศาสตร์เครื่องยนต์ที่สามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจจะมีทั้งหมด 4 ตัว อันได้แก่ การใช้จ่ายและการลงทุนของรัฐบาล การลงทุนของภาคเอกชน การบริโภคของภาคเอกชน และการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งโดยนัยก็เหมือนดับหรือเดินอย่างช้าๆ ก่อนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว การท่องเที่ยวจึงดูเหมือนจะเป็นความหวังเดียวที่จะมาช่วยฟื้นเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งตามที่คาดไว้ แต่หลังจากเกิดเหตุเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ความหวังที่เราเคยมีก็ริบหรี่ลงอย่างไม่ต้องสงสัย
ขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ มี 23 ประเทศแล้วที่ออกโรงเตือนพลเมืองในประเทศตัวเองให้ระมัดระวังในการเข้ามาท่องเที่ยวในไทย ที่ร้ายแรงสุดคงจะเป็นฮ่องกงที่ออกคำเตือนระดับ 4 ให้ทบทวนการมาเที่ยวไทย ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าการท่องเที่ยวไทยน่าจะเริ่มสะดุด แม้จะมีส่วนดีอยู่บ้างตรงที่ยังไม่มีประเทศไหนออกคำเตือนว่าห้ามเดินทางมาไทยก็ตาม
แต่ในร้ายก็มีดี ...ช่วงนี้คือช่วงเวลาแห่งการเก็บหุ้นที่พื้นฐานดีและคุ้มค่าจะลงทุน เพราะ P/BV และ P/E ต่ำลงมามากแล้ว ล่าสุด P/BV ของตลาดหุ้นไทยต่ำกว่า 2 ทั้งที่ปกติจะมากกว่า 2 ส่วน Forward P/E ปัจจุบันก็ลดลงมาอยู่ที่ 14 เท่ากว่าครับ
P/BV หรือ Price/Book Value นั้น ถ้าเท่ากับ 1 หมายความว่าเราสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาเท่ากับมูลค่าทางบัญชีของบริษัท หรือต้นทุนของเจ้าของบริษัทนั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้า P/BV ต่ำกว่า 1 ก็คือเราสามารถซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนของบริษัทนะครับ ผมลองดูคร่าวๆ เห็นธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง และบริษัทเกี่ยวกับปิโตรเลียมขนาดใหญ่ P/BV ลงมาต่ำกว่า 1 ก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยครับ บางบริษัทที่เรารู้จักกันดี ค่า P/BV อาจไม่ได้ต่ำกว่า 1 แต่เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี ก็ลดลงมามากกว่า 30% เลยครับ ทั้งๆ ที่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงในทางลบมากขนาดเดียวกับราคาที่ลดลง
ส่วน P/E หรือ Price/Earning ถ้าจะให้เห็นภาพ คือ จำนวนปีที่บริษัทนั้นๆ คืนทุนในราคา ณ วันที่ซื้อ ยิ่งมากก็ยิ่งคืนทุนช้าเท่านั้นครับ ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งมีค่า P/E อยู่ประมาณ 7.29 หมายถึงว่า ราคาที่ท่านซื้อ ณ วันนี้ ถ้าธนาคารแห่งนั้นทำ earning ได้เท่ากันไป 7 ปี ท่านก็จะไม่มีต้นทุนหรือคืนทุนแล้ว
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เพียงค่า P/BV และ P/E ต่ำก็ไม่ได้ความว่าหุ้นตัวนั้นน่าสนใจ ผู้ลงทุนต้องพิจารณาพื้นฐานของบริษัทเป็นสำคัญ ไม่เช่นนั้นอาจเหมือนซื้อบริษัทที่ไม่มีอนาคตมานอนกอด
เพราะฉะนั้นช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่ทดสอบว่าท่านเป็นนักลงทุนจริงหรือเปล่า บางคนบอกว่าตัวเองเป็นนักลงทุนระยะยาว แต่พอเจอเหตุการณ์นี้ ก็ Panic Sell ทันที พร้อมกับคำถามขึ้นมาในหัวว่า “ทำไมหุ้นมันลง แล้วมันจะลงถึง 1,200 ไหม รอซื้อดีกว่าไหม มันจะลงต่อหรือเปล่า”
ผมบอกได้เลยว่า ไม่มีใครรู้ครับ... ถ้าเขาบอกว่ารู้ เขาก็เดา แต่จะเดาจากประสบการณ์ หรือข้อมูลที่มีในมือ อันนี้ก็แล้วแต่คน เพราะฉะนั้นแล้วเราจะลงทุนอย่างไรดี คำตอบคงเหมือนที่ผมเคยบอกมาเสมอครับ เลือกลงทุนที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแรง ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวไม่มาก ลงทุนเป็นแบบ Long term ขึ้น และลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุน (DCA) เพราะเราไม่มีทางรู้และคาดการณ์ได้ว่า หุ้นจะตกลงไปลึกอีกเท่าไหร่ หรือจะฟื้นตัวกลับมาเมื่อไหร่
ปัจจัยภายนอกเราควบคุมไม่ได้ แต่เราควบคุมวินัยการลงทุนของเราได้นะครับ







