
หุ้น ค่าเงินดิ่ง
นักลงทุนเข้าโหมดลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ทั้งหุ้น สกุลเงินตลาดอีเมอร์จิ้ง และสินค้าโภคภัณฑ์ เหตุกังวลเศรษฐกิจโลก “แผ่ว” แรงเทขายลุกลามจากตลาดเกิดใหม่ เข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปที่ลงแรงกว่า 5% ในช่วงวันพฤหัสบดี-ศุกร์ที่ผ่านมา กระแสเงินทุนยังมีแนวโน้มไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ การปรับลดค่าเงินหยวนสะเทือนต่อตลาดการเงินทั่วโลก จุดปะทุ “สงครามค่าเงิน” ฉุดสกุลเงินและหุ้นของตลาดเกิดใหม่ทรุด
นักลงทุนเข้าโหมดลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ทั้งหุ้น สกุลเงินตลาดอีเมอร์จิ้ง และสินค้าโภคภัณฑ์ เหตุกังวลเศรษฐกิจโลก “แผ่ว” แรงเทขายลุกลามจากตลาดเกิดใหม่ เข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปที่ลงแรงกว่า 5% ในช่วงวันพฤหัสบดี-ศุกร์ที่ผ่านมา กระแสเงินทุนยังมีแนวโน้มไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ การปรับลดค่าเงินหยวนสะเทือนต่อตลาดการเงินทั่วโลก จุดปะทุ “สงครามค่าเงิน” ฉุดสกุลเงินและหุ้นของตลาดเกิดใหม่ทรุด
รูเปียห์อินโดนีเซียและริงกิตมาเลเซียร่วงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 17 ปี ดอลลาร์สิงคโปร์ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่ดอลลาร์ออสเตรเลียและดอลลาร์นิวซีแลนด์ต่ำสุดในรอบ 6 ปี
พุธที่ผ่านมา เวียดนามลดค่าเงินด่องลงอีก 1% ซึ่งถือเป็นการปรับลดค่าเงินด่องครั้งที่ 3 แล้วในปีนี้ พฤหัสฯ ที่ผ่านมา เงินคาซัคสถานดิ่งลง 23% เมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐ หลังธนาคารกลางประกาศลอยตัวค่าเงิน เพื่อรับมือกับการอ่อนค่าของเงินหยวนและเงินรูเบิลของรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของคาซัคสถานความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ยังทุบราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หุ้นกลุ่มพลังงานและเหมืองแร่ทั่วโลกถูกขายหนัก ท่ามกลางการปรับลดประมาณการกำไร
ศุกร์ที่ผ่านมา มาร์กิตรายงานดัชนีภาคการผลิตเบื้องต้นของจีนในเดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 47.1 ต่ำสุดในรอบกว่า 6 ปี กระพือความกังวลเศรษฐกิจจีนชะลอ ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ทรุดถึง 11.5% เมื่อสัปดาห์ก่อน สะเทือนตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะแถบเอเชียที่เศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงกันสูงกับจีน ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดสหรัฐปิดอยู่ที่ 40.45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สู่จุดต่ำสุดครั้งใหม่ในรอบ 6 ปีครึ่งในวันศุกร์ และร่วงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 8 จากความวิตกเกี่ยวกับความต้องการจากจีนและความกังวลเกี่ยวกับภาวะน้ำมันล้นตลาดแนวโน้มการอ่อนค่าของสกุลเงินอาเซียนได้สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อค่าเงินบาท และตลาดหุ้นไทยที่เผชิญเหตุระเบิดกรุง จนส่งผลเสียหายต่อภาคการท่องเที่ยวที่เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ แม้เศรษฐกิจจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ความกังวลว่า การชะลอตัวของจีนจะฉุดเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงดูจะเกินจริง
จีนนำเข้าเพียง 2.8% ของตัวเลขอัตราเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โลกที่ไม่รวมของจีน ขณะที่ต่างชาติลงทุนในตลาดหุ้นจีนคิดเป็นสัดส่วนเล็กมาก การปรับฐานแรงของตลาดจีนจึงมีผลกระทบน้อยต่อตลาดการเงินโลก
อย่างไรก็ดี “ความกลัว” ยังอยู่ในระดับสูง ความผันผวนขาลงในตลาดอีเมอร์จิ้งและสินค้าโภคภัณฑ์ ได้สกัดความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ในสถานการณ์เช่นนี้ ใครเป็นผู้แพ้-ผู้ชนะ
ประการแรก สินทรัพย์ในรูปดอลลาร์เป็นที่ต้องการของตลาด เหตุเงินดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย แถมยังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น หนุนโดยเศรษฐกิจสหรัฐที่ขยายตัวดีกว่าภูมิภาคอื่น และเฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ภูมิภาคอื่นยังตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำติดดินต่อไป โครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐพึ่งการบริโภคในประเทศราว 70% ของจีดีพี จึงได้รับผลกระทบจำกัดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน
ประการที่ 2 ประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นผู้แพ้ตัวเอ้ในสถานการณ์เช่นนี้ ดุลการค้าและดุลงบประมาณที่แย่ลงส่งผลลบต่อสกุลเงินของประเทศเหล่านี้ เช่น ออสเตรเลีย บราซิล มาเลเซีย อินโดนีเซีย โอเปก เป็นต้น ประเทศแถบเอเชียยังถูกกระทบอีกทางหนึ่งจากการชะลอตัวของจีน เนื่องจากมีความเชื่อมโยงทางการค้ากับจีนในเกณฑ์สูง
ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าสุทธิทั้งพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ดุลการค้าจะดีขึ้น เงินที่ผู้บริโภคประหยัดได้ เช่น เติมน้ำมันถูกลง เสมือนได้รับการปรับลดภาษี จึงมีเงินเหลือใช้จ่ายด้านอื่นได้เพิ่มขึ้น ยุโรปและญี่ปุ่นเป็นผู้ได้ประโยชน์ในสถานการณ์เช่นนี้ การปรับฐานของตลาดหุ้นทั้งคู่จึงกลายเป็นโอกาสในการลงทุน
ประการที่ 3 ประมาณการกำไรของหุ้นกลุ่มพลังงานและเหมืองแร่ทั่วโลกถูกปรับลงขนานใหญ่ หลังราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มตกต่ำยาวนานกว่าที่เคยประเมินไว้ แม้ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานจะดิ่งแรง แต่ยังมีแนวโน้มย่ำแย่อีกพักใหญ่ ควรรอให้แรงขายซาลงก่อนค่อยหาจังหวะซื้อลงทุน ในทางตรงข้าม ต้นทุนพลังงานที่ถูกลง ช่วยลดต้นทุนการผลิต การขนส่ง หุ้นที่ได้ประโยชน์เด่นๆ ได้แก่ กลุ่มสายการบิน ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น
ประการที่ 4 แนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำและเศรษฐกิจแผ่ว ทำให้แทบไม่มีแรงกดดันเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยจะต่ำติดดินยาวนานกว่าที่เคยประเมินไว้ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้กระแสเงินทุนส่วนหนึ่งวิ่งเข้าหาหุ้นปันผลดี กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงหุ้นปลอดภัยที่กระแสเงินจากการดำเนินงานมีความมั่นคงสูง ได้รับผลกระทบน้อยจากเศรษฐกิจชะลอ ในส่วนของตราสารหนี้ ยีลด์อยู่ในระดับต่ำมาก แม้ได้แรงหนุนจากดอกเบี้ยต่ำนาน แต่แนวโน้มบาทอ่อน ทำให้ตราสารหนี้บ้านเรามีความน่าสนใจต่ำ กระแสเงินทุนยังคงมีแนวโน้มไหลออกจากตลาดเกิดใหม่และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ต่อไป ดัชนีหุ้นไทยเสี่ยงจะหลุดแนวรับสำคัญที่ 1,350-1,360 จุด หากหลุดอีกให้รอจนกว่าจะเริ่มเห็นการยืนสร้างฐานค่อยหาจังหวะซื้อเพิ่ม ส่วนแนวต้านสัปดาห์นี้อยู่ที่ 1,380 จุด ใช่ว่าจะมีแต่ปัจจัยลบ เมื่อ ครม.ชุดใหม่เริ่มทำงาน คาดว่าจะคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การปรับฐานของหุ้นรับเหมาก่อสร้างและหุ้นค้าปลีกสมัยใหม่ในช่วงนี้จึงเป็นโอกาสทยอยซื้อ พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ







