posttoday
ผู้ประกอบการไทย แนะชิงธงตีตลาดฮาลาล

ผู้ประกอบการไทย แนะชิงธงตีตลาดฮาลาล

21 สิงหาคม 2558

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์

การสัมมนา “แกะรอยยุทธศาสตร์ฮาลาล ชอบ กดไลท์ ใช่ คือโอกาสทอง” จัดโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับ บริษัท โพสต์ พับลิชชิง ชี้ให้เห็นถึงโอกาสทองของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ในการใช้ยุทธศาสตร์ฮาลาลเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทยในตลาดโลก

วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ฮาลาลเป็นตลาดใหญ่ โดยมูลค่ารวมเฉพาะอาหารมีมูลค่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หากรวมสินค้าและบริการอื่นๆ มีมูลค่า 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่หากรวมตลาดที่ไม่ใช่ฮาลาลจะมีมูลค่าถึง 5.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหลายประเทศในโลกให้การยอมรับสินค้าฮาลาลของไทยในระดับสูง ทั้งประเทศบราซิล เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมถึงองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC)

สำหรับประเทศไทยมีจุดเด่นในการผลิตสินค้าอาหารฮาลาลที่ตลาดโลกให้การยอมรับ แต่มีจุดอ่อนที่ประเทศไทยยังไม่มีการสร้างแบรนด์ โดยต้องมีการส่งเสริมแบรนด์สินค้าฮาลาลของไทย ซึ่งปัจจุบันมีตราไทยแลนด์ไดมอนด์ฮาลาล เพื่อให้ลูกค้าทั่วโลกรู้จักมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันตราสินค้าฮาลาลในโลกมีจำนวนกว่า 500 ตรา บริษัทไทยที่ได้รับการรับรองฮาลาลแล้ว 3,600 บริษัท รวมจำนวน 1.2 แสนผลิตภัณฑ์ จึงต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยได้รับการรับรองฮาลาลมากขึ้น เพื่อทำให้สินค้าไทยสามารถขายได้ทั่วโลก โดยเชื่อมั่นว่าหากภาครัฐส่งเสริมผู้ประกอบการอย่างจริงจังและมียุทธศาสตร์ งบประมาณในการสนับสนุน จะเป็นผลดีต่อสินค้าและบริการฮาลาลอย่างมาก เชื่อมั่นว่าไทยสามารถขึ้นเป็นผู้ส่งออกฮาลาลอันดับหนึ่งของโลกได้

ด้าน วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดในประเทศตะวันออกกลางให้การยอมรับสินค้าฮาลาลไทยในระดับสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งผู้ประกอบการยังต้องพึ่งพิง 2 หน่วยงานหลัก คือ ด้านการผลิต จากกระทรวงอุตสาหกรรม และการตลาด กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอย่างหลังมีความจำเป็นและสำคัญอย่างมาก เห็นได้จากการจัดงานแสดงนิทรรศการอาหาร THAIFEX ที่จัดขึ้นหลายครั้งที่ผ่านมาและเป็นที่รู้จักทั่วโลก

ทั้งนี้ ล่าสุดในการจัดงานดังกล่าว ยังได้จัดสรรพื้นที่แสดงสินค้าฮาลาลขึ้น และได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น รวมถึงจากการจัดงานแสดงสินค้าที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งพบว่าในส่วนของพื้นที่จัดงานไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ประกอบการไทยที่ได้ยื่นแสดงความสนใจเข้าร่วมงาน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 1,000 ราย

นอกจากนี้ ภาครัฐควรเร่งผลักดันให้โอกาสผู้ประกอบการเข้าร่วมงานได้มากขึ้น หรือผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการแสดงสินค้าฮาลาลที่ใหญ่ขึ้นเช่นเดียวกับที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)

อย่างไรก็ตาม การจะเข้าสู่อุตสาหกรรมสินค้าฮาลาลนั้น เบื้องต้นผู้ผลิตจำเป็นจะต้องมีมาตรฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมก่อน ทั้ง GMP และ HACCP และตราฮาลาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าด้วย เนื่องจากอาหารฮาลาลถือเป็นกลุ่มสินค้าคลีนฟู้ดที่เป็นกระแสนิยมในขณะนี้เช่นกัน และยังสามารถรองรับการทำตลาดส่งออกอาหารได้ทั่วโลก รวมถึงประชากรมุสลิมที่มีแนวโน้มการขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย

“สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจทำตลาดส่งออกอาหารฮาลาลนั้น จะต้องศึกษากฎระเบียบการนำเข้าสินค้า ด้วยมีความแตกต่างกัน อย่างในอิหร่านหากมีการติดต่อการค้าจะมีขั้นตอนต่างๆ อาจใช้ระยะเวลาในการจดทะเบียนสินค้าเพื่อทำตลาดไม่ต่ำกว่า 1 ปี กว่าจะเข้าตลาดได้ แต่หากเข้าไปในดูไบ ซึ่งเป็นพอร์ตกลางก็สามารถจะกระจายสินค้าไปยังผู้ค้าได้เอง” วิศิษฐ์ กล่าว

ขณะที่ตลาดหลัก 5 อันดับแรก ที่น่าสนใจสำหรับสินค้าฮาลาลไทย คือ อินโดนีเซีย ยูเออี แอฟริกา จีน และประเทศทางยุโรปตะวันออก โดยกลุ่มอาหารที่มีโอกาส จะมีทั้งกลุ่มสัตว์บก สัตว์น้ำ และผักผลไม้ โดยในอนาคตแนวโน้มสัตว์ประเภทโค กระบือ จะมีโอกาสมากขึ้นในตลาดนี้ จากความนิยมในการบริโภคเนื้อสัตว์ประเภทนี้มากขึ้น และใช้ไทยเป็นทางผ่านในการทำตลาด ส่วนสินค้าผัก ผลไม้ จะเป็นกลุ่มบรรจุกระป๋องอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน รวมถึงผลไม้อบแห้ง เช่น มะละกอ มะม่วง หรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

นพ.นิธิวัฒน์ กิจศรีอุไร รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ธุรกิจโรงพยาบาลให้ความสำคัญอย่างมากกับการนำยุทธศาสตร์ทางด้านฮาลาล เพื่อเจาะเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามุสลิมเข้ามาใช้อย่างจริงจังมากขึ้น เนื่องจากประชากรโลกมีมุสลิมมากถึง 2,000 ล้านคนหรือคิดเป็นจำนวน 25% ของประชากรโลก ซึ่งประเทศอาหรับมีจำนวน 23 ประเทศ ส่วนใหญ่จะเข้ามาใช้ทางด้านบริการทางการแพทย์พร้อมกับการท่องเที่ยว

“กลุ่มอาหรับเป็นประเทศที่ร่ำรวย เนื่องจากรัฐบาลจะเป็นผู้ดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลให้กับประชาชน แต่หากบินมารักษายังต่างประเทศ อย่างเดินทางมาในไทยจะต้องเสียค่ารักษาในสัดส่วนคนละครึ่ง ซึ่งพฤติกรรมการจ่ายค่ารักษานั้นจะยังไม่ใช้ประกันทางด้านสุขภาพ” นพ.นิธิวัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้ามุสลิมนั้นต้องการบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานสูง ขณะที่คนไทยมีจิตใจทางด้านบริการที่ดี มีการจัดห้องละหมาด ต้องการล่ามที่มีความรู้ภาษาอาระบิก ปัจจุบันโรงพยาบาลกรุงเทพเปิดให้บริการมานาน 43 ปี ให้บริการกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติมามากกว่า 2 แสนราย ในจำนวน
ดังกล่าวเป็นลูกค้ามุสลิม 60%

ภูวเรศ อาหมัดธีรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท รอยัลไทย ทราเวล แอนด์ เทรดดิ้ง ดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวเจาะกลุ่มลูกค้ามุสลิม กล่าวว่า การที่ธุรกิจในประเทศไทยนำฮาลาลเข้ามาใช้อย่างจริงจัง จะเป็นประโยชน์อย่างมากเนื่องจากคนมุสลิมส่วนใหญ่นั้นต้องการการบริการและสินค้าที่มีมาตรฐานสูง ส่วนใหญ่จะนิยมเดินทางมายังประเทศไทยในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อน เพื่อหลีกหนีอากาศในประเทศที่มีอุณหภูมิสูง 49-50 องศาเซลเซียส

“คนเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคืออาหารที่ได้มาตรฐานฮาลาลนั้นยังมีน้อย อย่างเช่นเดินทางมาท่องเที่ยวในย่านริมน้ำเจ้าพระยา สาทร พอตอนกลางวันจะรับประทานอาหารเที่ยงต้องเดินทางไปย่านรามคำแหงเลือกร้านอาหารที่ได้มาตรฐาน” ภูวเรศ กล่าว

นี่คือเสียงสะท้อนส่วนหนึ่งของผู้ประกอบการที่แสดงให้เห็นถึงโอกาส ปัญหา อุปสรรค หากภาครัฐแก้ไขได้ถูกทาง เชื่อว่าไทยจะสามารถก้าวสู่ผู้นำในตลาดฮาลาลโลกได้ไม่ยาก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท