
กองทุนONE-TRIGGERเข้าเป้ากำไรหุ้น20%
กองทุนเปิด วรรณ อิควิตี้ 20% ทริกเกอร์ ฟันด์ กำไรตลาดหุ้นเข้าเป้า 20% ในเวลาเพียง 5 เดือนเศษ ก่อนครบอายุโครงการ 1 ปี 6 เดือน
กองทุนเปิด วรรณ อิควิตี้ 20% ทริกเกอร์ ฟันด์ กำไรตลาดหุ้นเข้าเป้า 20% ในเวลาเพียง 5 เดือนเศษ ก่อนครบอายุโครงการ 1 ปี 6 เดือน
นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ เปิดเผยว่า บลจ.วรรณ สามารถบริหารกองทุนเปิด ONE-TRIGGER ให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดภายในระยะเวลาอันสั้น โดยกองทุนมีมูลค่าหน่วยลงทุนละ 12 บาท สามารถทำกำไรเพิ่มขึ้น 20% ภายในระยะเวลา 5 เดือน 10 วัน
กองทุนเปิด ONE-TRIGGER จดทะเบียนจัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 28 ม.ค.53 โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ดัชนีฯ) อยู่ที่ระดับ 689.72 และเมื่อวันที่ 8 ก.ค.53 ดัชนีฯ ปิดที่ระดับ 817.57 มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 127.85 จุด ทำให้กองทุนเปิด ONE-TRIGGER มูลค่าต่อหน่วยลงทุน (NAV) เพิ่มขึ้นจากช่วงเปิดเสนอขายครั้งแรก 10 บาท เป็น 12.0375 บาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.38 และเมื่อกองทุนเปิด ONE-TRIGGER มี NAV เกิน 12 บาท เปนเวลา 3 วันทําการติดตอกัน บริษัทจัดการจะดําเนินการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติทั้งหมดให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนทุกราย โดยจะนำเงินค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติ ไปลงทุนต่อใน กองทุนเปดวรรณเดลี่ ภายใน 5 วันทำการ ซึ่งกองทุนเปิดวรรณเดลี่เป็นกองทุนตลาดเงินของบลจ.วรรณ ที่มีการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนอย่างต่อเนื่องจากกองทุนตลาดเงินต่อไปได้อีก ในกรณีที่นักลงทุนต้องการเงินสดก็สามารถทำการขายคืนจากกองทุนเปิดวรรณเดลี่ได้โดยจะได้รับเงินในวันทำการวันถัดไป
นายมนรัฐ กล่าวต่อไปว่า การที่กองทุนเปิด ONE-TRIGGER สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายนั้น เป็นผลมาจากการวางน้ำหนักการลงทุนทั้งในส่วนของอุตสาหกรรมและรายหุ้นได้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่กระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาในช่วงต้นปี นอกจากนี้ ได้มีการปรับพอร์ทการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีการเติบโตที่ชัดเจนและได้รับผลประโยชน์ได้รับประโยชน์จากจากเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัว จะเห็นได้จากตัวเลข GDP ในไตรมาส 1 ที่เติบโต 12% หลังจากนั้น กระทรวงการคลังได้ปรับ GDP ไทยปีนี้ เติบโต 5-6% และ IMF ได้ปรับขึ้นเป็นเติบโต 7% ทำให้สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทย ที่ยังคงแข็งแกร่ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ช่วงเวลาการขาย IPO ณ ระดับ ดัชนี 700 +/- ณ ช่วงที่เราออกกองนั้น เรามองปัจจัยพื้นฐานของประเทศเป็นหลัก โดยค่า PER ของตลาดในช่วงนั้น เป็นระดับที่ค่อนข้างถูก (Reasonable Price) คือ ระดับ 10 เท่า เมื่อเทียบกับการเติบโตของตลาด ที่ประมาณ 15% เราจึงมีความมั่นใจกับ Market Timing ที่เรานำเสนอกองทุนเปิด ONE-TRIGGERให้กับลูกค้าในช่วงต้นปี เป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับ Risk-Reward ของตลาด
นายมนรัฐ กล่าวเพิ่มเติมถึงผลตอบแทนของกองทุนเปิดวรรณพลัสวรรณ (ONE+1) ว่าต้นปี 53 ถึงวันที่ 8 ก.ค.53 ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 15.06% โดยดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้น 11.30% น่าจะเป็นผลตอบแทนที่สูงอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกันในกลุ่มตราสารทุน และในระยะ 1 เดือนย้อนหลัง ONE+1 ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.29% ในขณะที่ดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.94%
สำหรับภาพรวมกลยุทธ์ที่ผู้จัดการกองทุนได้สร้าง Alpha (ผลตอบแทนกองทุนที่สูงกว่าดัชนีฯ) โดยบริหารจัดการแบบ Active Management โดยเน้น (1.) ประเมิน Risk-Return ของหุ้นรายตัวอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ เพื่อใช้ในการคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ต และคัดเลือกหุ้นออกจากพอร์ต (2.) เน้นการขายทำกำไร (Lock Profit) เข้ากองทุน มากกว่าการ Buy and Hold เพราะมองว่าตลาดมีความผันผวนสูง หากถือหุ้นไว้ตลอดเวลาก็จะเป็นเพียง Unrealized Gain ซึ่งก็คือ การแสดงตัวเลข NAV สูงๆ หลอกให้ดีใจในช่วงสั้น และหากหุ้นหรือตลาดปรับตัวลง Unrealized gain ก็จะหายไป แต่หากมีการขายทำกำไรก็เท่ากับเป็นการที่ทยอยรับรู้กำไรที่แท้จริงเข้ากองทุนให้กับผู้ถือหน่วย (3.) ผู้จัดการกองทุนมีการทำ Company Visit หุ้นใน Radar Screen อย่างใกล้ชิด เพื่อคอยหา Investment Idea ใหม่ๆ หรือ หุ้นตัวที่มีอนาคตสดใสที่ตลาดยังไม่รับรู้ (4.) มีการกระจายความเสี่ยงในหุ้นอย่างเหมาะสม
"ผู้จัดการกองทุนมีมุมมองว่า การให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งในระดับสูง จะทำให้พอร์ตการลงทุนมี Concentration Risk ที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นตัวใดตัวหนึ่งสำหรับหุ้นขนาดกลางถึงเล็กในระดับมากกว่า 10% ของพอร์ตนั้น มองว่า เป็นการนำเงินลูกค้าไปเสี่ยงกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป ประกอบกับตลาดหุ้นไทย มีความผันผวนสูงมากและค่อนข้าง Sensitive กับปัจจัยภายในและนอกประเทศ ประกอบกับหุ้นแต่ละหุ้นขึ้นและลงค่อนข้างเร็วและแรง ดังนั้น การกระจายความเสี่ยงและวางน้ำหนักการลงทุนให้เหมาะสมในหุ้นแต่ละอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ดีกว่าดัชนีฯ ในภาวะตลาดที่มีความผันผวนเช่นนี้ เพราะหุ้นทั้งตลาดมีเกือบ 500 หุ้น ดังนั้น ไม่ได้มีเพียงหุ้นไม่กี่หุ้นที่จะให้ผลตอบแทนที่ดี แต่กลับมองว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ผู้จัดการกองทุนพยายามทำการบ้านเพื่อหาหุ้นที่ดี จับจังหวะการลงทุน (Market Timing) และกระจายความเสี่ยงการลงทุนในหุ้นมากกว่า"นายมนรัฐ กล่าว
กองทุนเปิด ONE-TRIGGER นี้นับเป็นกองทุน Target Fund กองทุนแรกของบลจ.วรรณ ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้บลจ.วรรณ ได้ดำเนินการยื่นขอพิจารณาจัดตั้งและจัดการกองทุนจากสำนักงาน ก.ล.ต. สำหรับกองทุนในลักษณะเดียวกันนี้อีก
นายมนรัฐ กล่าวว่า ในขณะนี้ บลจ.วรรณ มีกองทุนที่เปิดเสนอขาย IPO ระหว่างวันที่ 5-13 ก.ค.53 นี้ ได้แก่ กองทุนเปิด วรรณ ไชน่า ออโต้ รีเด็มชั่น ฟันด์ (ONE-CHINA) ที่เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Hang Seng H-Share Index ETF (กองทุนหลัก) ซึ่งเป็นกองทุนรวมอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund) ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และมีนโยบายการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี Hang Seng China Enterprises Index (ก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุน) กองทุนมีลักษณะพิเศษ คือจะทำการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของมูลค่าหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ถือหน่วยลงทุนแต่ละราย เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าหน่วยลงทุนของวันทำการซื้อขายหน่วยลงทุนก่อนหน้า (เช่น มูลค่าหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นจาก 10.00 บาท เป็น 11.00 บาท 12.00 บาท 13.00 บาท เป็นต้น)







