
เอสเอ็มอีเอื้อมไม่ถึงแหล่งทุน
เผยผลสำรวจเอสเอ็มอีไทยย่ำแย่เข้าถึงเงินทุนยาก เร่งภาครัฐแก้ไข
เผยผลสำรวจเอสเอ็มอีไทยย่ำแย่เข้าถึงเงินทุนยาก เร่งภาครัฐแก้ไข
นายโมฮิท เมโรทรา ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท ดีลอยท์ คอนซัลติ้ง เปิดเผยผลการสำรวจ พบว่า มีธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมากในประเทศไทยที่ต้องการเงินทุน แต่ยังคงขาดการเข้าถึงและความช่วย
เหลือทางด้านการเงินจากสถาบันทางการเงิน ซึ่งการลงทุนทำธุรกิจนั้น พบว่า ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีมากถึง 90% ลงทุนโดยใช้เงินเก็บของตนเอง และ 62% หยิบยืมมาจากคนในครอบครัวหรือเพื่อน เนื่องจากธุรกิจเอสเอ็มอีกกว่า 58% ขาดคุณสมบัติในการกู้ยืมเงินจากสถาบันทางการเงินและผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีถึง 17% มองว่าการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสถาบันการเงินนั้นเป็นเรื่องยาก
“ธุรกิจเอสเอ็มอีถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ดังนั้นธุรกิจเอสเอ็มอีจึงควรเป็นกลุ่มที่ได้รับการดูแลเป็นอันดับต้นๆ จากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างหน่วยงานรัฐบาล
ผู้มีอำนาจควบคุม ธนาคาร และสถาบันทางการเงินต่างๆ ควรให้ความสำคัญ เพราะปัญหาความยุ่งยากในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนหรือตลาดการส่งออก ถือเป็นตัวแปรที่กีดขวางการพัฒนาของธุรกิจเอสเอ็มอีในระดับภูมิภาค” นายโมฮิท กล่าว
ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอีต้องการแหล่งเงินทุนที่มีการหมุนเวียนที่เหมาะสมทั้งต่อการลงทุนและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การปฏิบัติงานและความสามารถในการผลิตเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด หากไม่มีเงินทุนที่เหมาะสม ธุรกิจเอสเอ็มอีจะไม่สามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ยืดหยุ่น พัฒนาหรือมีความยั่งยืน ในสภาวะที่มีการแข่งขันทางธุรกิจอย่างดุเดือดในปัจจุบันได้
นายประจันท์ อักการ์วอล หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท วีซ่า กล่าวว่า ปัจจุบันมีนวัตกรรมที่จะมาเปลี่ยนโฉม (Disruption) ตลาดการเงินของเอสเอ็มอี ยกตัวอย่างการให้กู้ยืมเงินระหว่างบุคคลโดยตรง (Peer-to-peer lending) การใช้ข้อมูลการทำธุรกรรมจากบัตรเครดิตในการค้ำประกันเงินกู้ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในโซ่อุปทาน เทรนด์เหล่านี้เป็นโอกาสสำหรับธนาคารที่จะร่วมมือกับภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนดนโยบาย ในการเข้ามาแก้ไขและปรับปรุงตลาดธุรกิจเอสเอ็มอีให้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวได้ทำการสำรวจไปยัง 5 ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในอาเซียน อย่าง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และประเทศไทย โดยธุรกิจเอสเอ็มอีใน 5 ประเทศนั้น คิดเป็นสัดส่วนจีดีพีประเทศระหว่าง 30% ถึง 60% และมีอัตราการว่าจ้างงานระหว่าง 60% ถึง 90% ของตลาดแรงงาน แต่อย่างไรก็ตาม มีผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีจาก 5 ประเทศหลักเพียง 60% เท่านั้นที่สามารถกู้ยืมเงินจากสถาบันทางการเงินได้ โดยแหล่งเงินทุนหลักของผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอียังคงมาจากเงินทุนสำรองส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจในห้าประเทศระบุว่า กว่าครึ่งของธุรกิจเอสเอ็มอียังไม่ได้รับความช่วยเหลือเท่าที่ควร แสดงให้เห็นว่าข้อเสนอที่ธนาคารและสถาบันทางการเงินในแต่ละประเทศมอบให้นั้นไม่ตรงตามความต้องการของธุรกิจเอสเอ็มอีเท่าที่ควร ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าเงินกู้ยืมที่ให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอีนั้นมีจำนวนน้อยกว่า 60% เมื่อเทียบกับการที่ธุรกิจเอสเอ็มอีมีส่วนช่วยในจีดีพีและมีขนาดน้อยกว่า 20% ของจำนวนเงินกู้ทั้งหมดที่สถาบันการเงินเป็นผู้ออก







