
เปิดรายงาน ‘กนง.’ ห่วงเชื่อมั่นหด-เอสเอ็มอีทรุด
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
กนง.ยอมรับเศรษฐกิจครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงโตต่ำกว่าคาดที่ 3% จับตาผลกระทบการบริโภค ความเชื่อมั่น และความเปราะบางของธุรกิจเอสเอ็มอีใกล้ชิด แต่ปัจจุบันการผ่อนคลายดอกเบี้ยที่ 1.5% ยังเหมาะสม
เมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยรายงานการประชุมรอบวันที่ 5 ส.ค. 2558 ว่า ที่ประชุมประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาว่า ฟื้นตัวในอัตราที่ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน แต่ในระยะข้างหน้าปัจจัยด้านลบมีมากขึ้น ทำให้ในภาพรวมประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ทั้งปี จึงปรับลดลงเล็กน้อยจากการประชุมครั้งก่อน และอาจต่ำกว่าคาดการณ์ทั้งปีที่ 3%
ทั้งนี้ แรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจยังคงมาจากภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวซึ่งที่ผ่านมาขยายตัวดีกว่าคาด และการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐที่ทำได้ดีต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถชดเชยแรงส่งของการใช้จ่ายในประเทศและการส่งออกสินค้าที่อ่อนแรงลงได้ทั้งหมด ภายใต้ปัจจัยลบที่มากขึ้น 2 ประการ คือ (1) การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและเอเชีย ซึ่งทำให้การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มหดตัวมากขึ้น แม้การอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาอาจช่วยพยุงการส่งออกสินค้าได้บ้าง (2) สถานการณ์ภัยแล้งที่ส่งผลลบเพิ่มเติมต่อการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนผ่านรายได้เกษตรกรและความเชื่อมั่นที่ปรับลดลง ในภาวะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเปราะบาง ธุรกิจส่วนใหญ่จึงชะลอการลงทุน
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป และความเสี่ยงที่ปรับสูงขึ้น กนง.จึงยังจำเป็นที่จะต้องติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาวะการจ้างงานและรายได้ของครัวเรือนในภาคเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาผู้มีงานทำนอกภาคเกษตรมีชั่วโมงทำงานเฉลี่ยลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ
และจากปัญหารายได้เกษตรตกต่ำจากภัยแล้งก็ทำให้แรงงานบางส่วนโยกย้ายออกจากภาคเกษตรไปทำงานชั่วคราวในภาคการผลิตและภาคบริการ โดยมีชั่วโมงการทำงานต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งชั่วโมงการทำงานที่ลดลงอาจส่งผลลบต่อระดับรายได้การบริโภค รวมทั้งความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนจึงเป็นประเด็นที่ กนง.ต้องติดตามควบคู่กับการติดตามสัญญาณความเปราะบางของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า สะท้อนจากการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อของธุรกิจกลุ่มดังกล่าว
สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันการดำเนินนโยบายการเงิน โดยการคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.5% ยังเป็นทิศทางที่ผ่อนคลายและเหมาะสมเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และต้นทุนการระดมทุนของภาคธุรกิจผ่านตลาดการเงินที่ลดลง เพราะการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอาจส่งผลต่อเสถียรภาพตลาดการเงินในระยะสั้น ภายใต้ภาวะตลาดการเงินโลกที่ปัจจุบันมีความผันผวนสูงขึ้น เพราะยังคงต้องติดตามความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินจากพฤติกรรมแสวงหาผลกำไรจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยง และแนวโน้มการออมของภาคครัวเรือนในระยะยาวต่อไป







