
เอกชนท่องเที่ยวผนึกรัฐ รับมือเหตุร้ายฟื้นเชื่อมั่น
ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังไปได้สวย ต่างชาติหลั่งไหลมาเที่ยวกันคึกคัก
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังไปได้สวย ต่างชาติหลั่งไหลมาเที่ยวกันคึกคัก แต่แล้ววันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมาก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ได้เกิดระเบิดใจกลางราชประสงค์ย่านท่องเที่ยวสำคัญ มีทั้งคนไทยและต่างชาติต้องตกเป็นผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เรื่องนี้กระทบกับการท่องเที่ยวเต็มเปา อย่างไรก็ตามเมื่อเหตุเกิดขึ้นแล้วรัฐ เอกชน และคนทั้งประเทศ ก็ต้องร่วมมือร่วมใจดูแลให้การท่องเที่ยวไม่เสียหายมาก
สุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการผู้จัดการ โรงแรมเอเชียและนายกสมาคมโรงแรมไทย เปิดเผยว่า สิ่งสำคัญที่สุดเวลานี้คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ ด้านที่เอกชนทำได้คือในระยะสั้นช่วยกันดูแลนักท่องเที่ยวที่เจ็บ ญาติคนเจ็บ หรือเสียชีวิตที่ยังอยู่ในไทย โดยสมาคมโรงแรมไทยจะช่วยจัดหาที่พักให้ ซึ่งมีโรงแรมใกล้โรงพยาบาลที่คนเจ็บรักษาตัวตอบรับแล้วกว่า 10 แห่ง ส่วนสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) จะดูแลเรื่องการเดินทาง เนื่องจากกลุ่มนี้ยังต้องอยู่อีกระยะเพื่อตำรวจจะได้สอบสวนข้อมูลเพิ่มเติม
ขณะเดียวกันสมาคมท่องเที่ยวต่างๆ จะระดมเงินเพิ่มเติมสมทบกับเงินภาครัฐที่ช่วยเหลือผู้เสียชีวิต 3 แสนบาท เบื้องต้นระดมได้แล้ว 6 ล้านบาท ช่วยสมทบให้เพิ่มกรณีเสียชีวิตได้อีกคนละ 3 แสนบาท
ด้านการสร้างความเชื่อมั่นนั้นคงต้องรวมพลังกันประชาสัมพันธ์สิ่งดีๆ ที่พบเห็นได้ในไทยจากเหตุการณ์หรือหลังเหตุการณ์ เช่น แบ่งปันเรื่องดีๆ ให้ทั่วโลกเห็นว่าน้ำใจคนไทยในการดูแลผู้ได้รับผล
กระทบเต็มที่ ส่วนการทำตลาด ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว คงต้องรอทุกอย่างเข้าที่เข้าทางก่อน จึงค่อยจับมือหน่วยงานรัฐออกไปทำตลาดประเทศต่างๆ
“ถ้าเรียกความเชื่อมั่นได้ ไม่ให้เกิดเหตุอีก นักท่องเที่ยวก็กลับมา เพราะหลายครั้งที่ผ่านมามีเหตุอะไรนักท่องเที่ยวก็กลับมาเร็ว ก่อนเกิดเหตุเดือน ส.ค. โรงแรมในกรุงเทพฯ อัตราเข้าพัก 70% ขึ้นไปทุกแห่ง หลังเกิดเหตุ 2-3 วัน อาจมียกเลิกเดินทางบ้าง เบื้องต้นยอดยกเลิกจองห้องพักโรงแรมในกรุงเทพฯ ยังไม่เกิน 5%” สุรพงษ์ กล่าว
ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม รองประธานอาวุโส ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ ผู้บริหารโรงแรมอมารี โอโซและชามา กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือสร้างความเชื่อมั่น ควรรวมศูนย์กลางให้ข้อมูลข่าวสารที่จะเผยแพร่ออกไปเพื่อป้องกันความสับสนในการรับข้อมูล และต้องทำให้ต่างชาติเห็นว่าไทยมีมาตรการอะไรบ้างในการดูแลคนไทยและต่างชาติหลังเกิดเหตุ นอกจากนี้ต้องประชาสัมพันธ์ในวงกว้างให้เห็นว่าจุดหมายในไทย ไม่ได้มีแค่กรุงเทพฯ ยังมีพัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายให้เลือกไปได้ ส่วนคนไทยก็คงต้องช่วยกันคนละมืองเผยแแพร่ภาพผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตและช่วยกันสอดส่องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
“กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาโดยเฉพาะจีนและอินเดีย แม้จะไปเมืองอื่นก็มักจะแวะกรุงเทพฯ ก่อน การมีเหตุระเบิดจึงกระทบนักท่องเที่ยวและกระทบกลุ่มชาวต่างชาติที่ตั้งใจมาใช้บริการสุขภาพในกรุงเทพฯ หลังจากนี้อยู่ที่เราจะแก้ไขสถานการณ์ สร้างความเชื่อมั่นคืนมาอย่างไร ระยะแรกได้รับผลกระทบแน่นอน ไม่เฉพาะตลาดคนจีนแต่ครอบคลุมเอเชียที่มาเที่ยวไทย สิ่งสำคัญคือต้องควบคุมสถานการณ์กลับมาปกติโดยเร็ว” ม.ล.สุรวุฒิ กล่าว
อภิชาติ พัชรภิญโญพงศ์ กรรมการผู้จัดการ โรงแรมริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ และเรือภัตตาคารริเวอร์ไซด์ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุระเบิดผู้ประกอบการก็เพิ่มความเข้มข้นมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น เรือภัตตาคารก็กำชับให้ตรวจลูกค้าว่าขึ้นเรือครบหรือมีใครกลับก่อน สังเกตสิ่งผิดปกติ ประสานตำรวจช่วยตรวจตราบนสะพานข้ามแม่น้ำต่างๆ เพิ่ม เพราะเป็นห่วงในช่วงเรือภัตตาคารต่างๆ ลอดใต้สะพานข้ามแม่น้ำว่าอาจมีผู้ไม่ประสงค์ดีกระทำการช่วงนั้น หลังเกิดระเบิดพลาดตกน้ำที่ท่าสาทร วันที่ 17 ส.ค. ขณะที่ยอดใช้บริการเรือริเวอร์ไซด์หลังเกิดเหตุท่าเรือสาทรลดทันทีเกือบ 50% ส่วนธุรกิจจะฟื้นตัวเร็วแค่ไหนอยู่ที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันเรียกความเชื่อมั่น ทำให้ความรู้สึกปลอดภัยกลับคืนมา
สง่า เรืองวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัดดี้ กรุ๊ป ผู้บริหารโรงแรมย่านถนนข้าวสาร กล่าวว่า ผู้ประกอบการต้องร่วมมือกับรัฐยกระดับมาตรการความปลอดภัย สอดส่องดูแลในช่วงนี้ที่ยังจับคนร้ายไม่ได้ หากจับคนร้ายได้แล้วการท่องเที่ยวยังไม่กระเตื้อง ก็คงต้องร่วมมือกันทำโปรโมชั่นออกไปให้กับกลุ่มตัวแทนจำหน่ายทัวร์ โดยในส่วนของถนนข้าวสารเองหากนักท่องเที่ยวเริ่มชะลอจองล่วงหน้า คงจะไปเน้นทำโปรโมชั่นผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ของจีนเจาะกลุ่มคนจีน
“หลังเกิดเหตุระเบิดครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ผู้ประกอบการข้าวสารตื่นตัวมากในการประสานงานไปยังตำรวจเพื่อรับหามาตรการป้องกันที่เข้มข้นขึ้น โดยมองว่าเอกชนต้องเป็นตัวกระตุ้นให้รัฐทำงาน และเป็นการทำงานในแบบที่เราเห็นว่าทำ เพราะผลกระทบหากเกิดขึ้นแล้วก็กระทบกิจการการค้าจึงต้องร่วมมือกับรัฐดูแลพื้นที่” สง่า กล่าว
ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้ เอ็กซ์เพรส ซึ่งเป็นบริษัทนำเที่ยว กล่าวว่า รัฐคงต้องยกระดับข่าวกรองความมั่นคงตลอดไปเลย เพื่อทำให้ผู้ที่คิดก่อเหตุดำเนินการได้ยากขึ้น และควรดึงประชาชนเป็นอาสาสมัครแนวร่วมเป็นหูเป็นตา เหมือนกับที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทำ คือประชาชนมีส่วนร่วมสังเกตสิ่งผิดปกติรอบตัว ส่วนการยกเลิกเดินทางนั้น 2-3 วันนี้คงจะมีต่อเนื่อง 10-20% ของทั้งหมด ขึ้นอยู่กับรัฐคุมสถานการณ์ได้แค่ไหน ด้านกลุ่มที่ยังไม่ได้ออกตั๋วเดินทางตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค. เป็นต้นไปคงมียกเลิกมาบางส่วนเพราะตัวแทนจำหน่ายไม่อยากขาดทุนออกตั๋วเดินทางแล้วนักท่องเที่ยวยกเลิกภายหลัง
เกษียร วัฒนเชาน์พิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิน-วัน วิชั่น และนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน กล่าวว่า นักท่องเที่ยวจีนทยอยยกเลิกเดินทางมาไทยแล้ว 30% เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย สิ่งที่ดีที่สุดเวลานี้ คือ เรียกความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวกลับมา ควบคุมไม่ให้มีเหตุเกิดอีก ดูแลนักท่องเที่ยวที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตให้ดี แสดงความเป็นเจ้าบ้านที่ดี หากไม่มีเหตุอีก ความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาใน 3 เดือน
ในที่สุดท่องเที่ยวไทยผ่านเหตุร้ายครั้งนี้ไปได้แน่นอน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อประเทศของเรา







