
อุตฯยานยนต์ให้ค่าแรง300บ./วัน
ดูดแรงงานกลับ1.5แสนคน
มั่นใจพอรับการผลิต1.6ล.คันโพสต์ทูเดย์
— ค่ายรถเพิ่มค่าแรง ล่อใจแรงงานไหลกลับอุตฯ ยานยนต์ คาดเพียงพอต่อการเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 1.6 ล้านคันในปีนี้นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยว่า ช่วงเดือน ม.ค.
–มิ.ย. 2553 มีแรงงานภาคอุตสาหกรรมและแรงงานใหม่ย้ายเข้ามาอยู่ในแรงงานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนเพิ่มอีก 1.5 แสนราย จากเดิมที่มีอยู่ 3 แสนรายเป็น 4.5 แสนราย เนื่องจากผู้ประกอบการจ่ายค่าแรงงานขั้นต่ำเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 300 บาทต่อวัน ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานค่าจ้างงานที่รัฐบาลประกาศถึง 100 บาท โดยแรงงานที่ย้ายมาในจำนวนดังกล่าวเป็นการย้ายเข้ามาจากกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น 8090% ส่วนใหญ่เป็น กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และช่างเทคนิค เป็นต้นทั้งนี้ มั่นใจว่าในครึ่งปีหลังกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์จะมีแรงงานเพียงพอต่อการเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์ที่ค่ายรถยนต์ประกาศปรับเพิ่มเป้าจาก 1.4 ล้านคันเป็น 1.6 ล้านคันอย่างแน่นอน เพราะผู้ประกอบการสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีจนสร้างแรงจูงใจแก่แรงงานอย่างมาก โดยคาดว่าในครึ่งปีหลังจะมียอดการผลิตไม่ต่ำกว่า 89 แสนคัน
“
ตอนนี้กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์คงไม่ขาดแคลนแรงงานเหมือนกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นที่มีความต้องการรวมกันไม่ต่ำกว่า 1 แสนคน ซึ่งสาเหตุที่กลุ่มยานยนต์สามารถเพิ่มค่าแรงให้แรงงานได้สูงกว่าภาคอุตสาหกรรมอื่น เพราะต้นทุนการผลิตรถยนต์คิดเป็นค่าจ้างแรงงานเพียง 3% เท่านั้น” นายวัลลภ กล่าวนอกจากนี้ สถาบันยานยนต์ยังมีแผนพัฒนาฝีมือแรงงานในการเพิ่มศักยภาพการผลิต ซึ่งจะทำให้ค่าจ้างแรงงานเพิ่มจากปัจจุบันอีกเท่าตัว โดยตั้งเป้าให้แรงงาน 1 คน สามารถผลิตรถยนต์เพิ่มจาก 3 คันเป็น 6 คันต่อปี ภายในปี 2559 เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมจนเกิดปัญหาการแย่งชิงแรงงานในอนาคต
นางเพียงใจ แก้วสุวรรณ รองผู้จัดการใหญ่ รัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท สยามนิสสัน ออโตโมบิล ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวถึงทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ปี 2554 จะมีการแข่งขันมากขึ้น โดยรถยนต์ประหยัดพลังงานตามมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) ที่ค่ายฮอนด้าจะเข้ามาแข่งขันในตลาดเพิ่มอีก 1 ราย ส่งผลให้แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอนาคตยังมีการขยายตัวได้ต่อเนื่อง และในช่วงครึ่งปีหลังตลาดรถยนต์จะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะเป็นช่วงฤดูการขายและอัตราดอกเบี้ยยังต่ำอยู่แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าตลาดจะปรับตัวในทิศทางดีขึ้นมากกว่าครึ่งปีแรก เพราะถือเป็นช่วงฤดูกาลขาย และมีปัจจัยบวกจากอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ ไม่เป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ที่ขอสินเชื่อในการซื้อรถยนต์มากนัก และทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมยังคงเป็นวิฤติเศรษฐกิจ วิกฤติการเงินในประเทศคู่ค้า ที่ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่อยากให้เกิดขึ้นบ่อยนัก เพราะทุกครั้งที่เกิดวิดฤติจะกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์อย่างรุนแรง ขณะที่สถานการณ์การแข่งขันตลาดรถยนต์จะเน้นคุณภาพของรถยนต์ เป็นหลัก โดยราคาไม่ใช่ตัวนำในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค และค่ายรถยนต์จะมีการใช้กลยุทธ์การตลาดและโปรโมชันเพื่อจูงผู้บริโภคอย่างมาก
ขณะที่ต้นทุนการผลิตเป็นปัจจสำคัญต่ออุตสาหกรรม ทำให้หลายบริษัทวางฐานการผลิตและทำการตลาดโดยแบ่งเป็นรายภูมิภาคเพื่อลดต้นทุนในการขนส่ง







