
ค้างค่างวดเบนซ์ช้าขึ้น20%
เบนซ์ ลีสซิ่ง เชื่อหนี้เสียเอสเอ็มอีปูดไม่แรง มั่นใจสินเชื่อใหม่ตามเป้า 1.2 หมื่นล้านบาท
เบนซ์ ลีสซิ่ง เชื่อหนี้เสียเอสเอ็มอีปูดไม่แรง มั่นใจสินเชื่อใหม่ตามเป้า 1.2 หมื่นล้านบาท
นายศุภวุฒิ จิรมนัสนาคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ขณะนี้ลูกค้ากลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของบริษัท เริ่มได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้เริ่มจ่ายค่างวดช้ากว่ากำหนดเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 15-20%
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ซึ่งบริษัทคิดที่ 60 วัน ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.6-0.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 0.5% อย่างไรก็ตาม เอ็นพีแอลของบริษัทยังต่ำกว่าของอุตสาหกรรมถึง 4 เท่า หรืออยู่ที่ประมาณ 3-4%
“ลูกค้าของเราจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจเป็นอันดับสุดท้าย ซึ่งปัจจุบันเรามีฐานลูกค้าเอสเอ็มอีอยู่ประมาณ 30-40% แต่ก็มีบางส่วนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นทั้งหมด และหากใครมีปัญหาเราก็ปรับโครงสร้างหนี้ไป ซึ่งการจ่ายค่างวดเดือนละ 2-3 หมื่นบาทนั้น ถือว่าเป็นจำนวนเล็กน้อย เมื่อเทียบกับขนาดธุรกิจของลูกค้าที่มีมูลค่านับร้อยล้านบาท และเขาคงไปคุยกับแบงก์มากกว่า” นายศุภวุฒิ กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทยังตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 2558 นี้ให้ได้1-1.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมียอดสินเชื่อรวม 3 หมื่นล้านบาท สำหรับยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้แล้ว 6,000 ล้านบาท และมียอดสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.71 หมื่นล้านบาท เติบโต 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยทุกยอดขายรถเบนซ์ 2 คัน บริษัทจะปล่อยสินเชื่อได้ 1 คัน หรือเติบโตได้ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นายจิรพงษ์ มิเชล ปอนนาช กรรมการบริหารฝ่ายขายและการตลาด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทยังคงเน้นกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่า และเพิ่มการบริการลูกค้าออนไลน์ เพื่อบริการและเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ โดยยังคงเน้นให้ความสำคัญด้านการให้บริการแบบครบวงจร
นอกจากนี้ จะชูจุดแข็งผลิตภัณฑ์ mySTAR ของทางบริษัท ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่มอบสิทธิประโยชน์และทางเลือกแบบใหม่ บริการเสริมในรูปแบบดิจิทัล ทัชพอยต์ (Digital Touch Points) ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยปรับปรุงรูปแบบการใช้งานให้สะดวกและง่ายมากขึ้น พร้อมทั้งติดตามจำนวนผู้ใช้งานและความถี่ เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับใช้ในการพัฒนาการให้บริการให้ดีมากขึ้น







