
จีนกับเศรษฐกิจไทย
โดย...ชาติชาย พยุหนาวีชัย
โดย...ชาติชาย พยุหนาวีชัย
ช่วงนี้ข่าวคราวประเทศจีนมีออกมาอย่างต่อเนื่อง ในเชิงเศรษฐกิจการเงินจีนถือเป็นประเทศสำคัญที่มีบทบาทต่อโลกและภูมิภาค การลดค่าเงินหยวนของจีนจึงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกต่างจับตามอง ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่เกิดขึ้นทั่วโลก
แต่สาเหตุที่สำคัญกว่านั้นคือ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนเองที่ผ่านมา จีนดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเน้นโครงสร้างอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศในช่วงแรก แต่ก็ไม่สร้างความยั่งยืน ดังนั้น จีนจึงหันกลับมาให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจแบบองค์รวมที่เน้นการกระจายรายได้และการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม เพื่อการเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยการลดค่าเงินหยวนจะทำให้เกิดการลดการนำเข้าของสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ตามมา ซึ่งแน่นอนว่ากระทบกับประเทศไทย โดยเฉพาะการส่งออกของไทยถือว่าได้รับผลกระทบโดยตรงเพราะระบบเศรษฐกิจของไทยพึ่งพาการส่งออกถึง 70% ของ GDP และปัจจุบัน ไทยส่งสินค้าออกไปจีนสูงสุด คิดเป็นสัดส่วนถึง 11-12% ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งหมด
ดังนั้น เมื่อการส่งออกมีการชะลอตัวอันสืบเนื่องจากจีนลดการนำเข้า ผลกระทบที่ตามมาคือกลุ่มผู้ประกอบการต่างๆ ในภาคการผลิตจะมีปริมาณผลผลิตส่วนเกินที่ไม่ได้ส่งออกเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อรายได้และต้นทุนผลประกอบการของบริษัท โดยปัจจุบันมูลค่าการค้าของผู้ประกอบการไทยที่มีธุรกิจกับจีนอยู่ที่ราวๆ 1.8-1.9 ล้านล้านบาท (เฉพาะของธนาคารออมสินมีกลุ่ม SMEs ประมาณ 6 หมื่นกว่าล้านบาท) ซึ่งเมื่อผลประกอบการมีปัญหา สิ่งที่ตามมาเป็นลูกโซ่ก็คือ การจ้างงานและปัญหาปัจจัยการผลิตที่รอวันหมดอายุ ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้กระทบกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งที่เป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อส่งออกและเจ้าของปัจจัยการผลิตในภาคเกษตรกรรมนั่นหมายถึง แรงงานก็จะขาดรายได้ เกิดการว่างงานเนื่องจากผู้ประกอบการเลิกกิจการหรือบางแห่งต้องยอมขาดทุน ส่วนเกษตรกรก็จะมีหนี้สินจากการขายผลผลิตไม่ได้ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้จะกระทบกันเป็นวงจรและส่งผลถึงระบบธนาคาร ที่จะมีความเสี่ยงจากลูกหนี้ที่ขาดความสามารถในการชำระหนี้ ก่อให้เกิดโอกาสหนี้สูญในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม การประเมินผลกระทบของการลดค่าเงินหยวนของจีนที่มีต่อไทย ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับการส่งออก ควรที่จะวิเคราะห์ในภาพรวมระยะยาวมากกว่ามูลค่าของการค้าการลงทุนในระยะสั้น เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา จีนเป็นประเทศที่ใช้ตลาดภายในประเทศในสัดส่วนที่สูงกว่าการพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศมาโดยตลอด และจากโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนที่มีความเข้มแข็งมาก อันเป็นผลมาจากการบริหารจัดการภายในแบบสังคมนิยมและชาตินิยมมากว่า 50 ปี รวมทั้งนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแบบระบบตลาดในช่วง 20 ปีหลัง จึงทำให้จีนเป็นประเทศที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจดีมาก มีการออม และการลงทุนภายในประเทศที่สูง โดยที่ผ่านมาจีนก็ได้ใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนในการดูแลราคาสินค้าที่มีการส่งออกและนำเข้ามาโดยตลอด และใช้การควบคุมสินเชื่อและระบบธนาคารของรัฐรวมทั้งอัตราดอกเบี้ยในการดูแลเรื่องราคาอสังหา ริมทรัพย์ เพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องกันปัญหาเงินเฟ้อมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว
ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของจีนในปัจจุบัน จึงน่าจะเป็นผลมาจากการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนที่ต้องการเน้นการกระจายรายได้ และการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจไปยังกลุ่มต่างๆ อย่างเท่าเทียม รวมถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากดูจากช่วงทศวรรษแรก หลังการเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2544 จีนมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยสูงมากอยู่ที่ร้อยละ 10.40 ต่อปี ก่อนลดระดับลงมาอยู่ที่ร้อยละ 7.4 ในปี 2557 และคาดว่าจะลดลงอีกตามการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่คาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจจีนอาจลดลงไปถึงร้อยละ 6.8 ในปี 2558 และเหลือร้อยละ 6.3 ในปี 2559
ดังนั้น ในภาคการเงินการธนาคารจึงต้องให้โอกาสแก่ผู้ประกอบการไทยในการปรับตัวรองรับการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนในครั้งนี้ เพื่อรักษาตลาดส่งออกที่แข็งแกร่งอย่างมังกรจีนให้คงอยู่กับไทยได้ตลอดไป และผลทางอ้อมที่ตามมาคือการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของไทยในอนาคต







