
หุ้นดีดขึ้นสะท้อนผลกระทบบึ้มอยู่ในกรอบจำกัด
นายกสมาคมโบรกเกอร์ชี้ตลาดหุ้นไทยดีดขึ้น สะท้อนผลกระทบจากเหตุระเบิดอยู่ในกรอบจำกัด
นายกสมาคมโบรกเกอร์ชี้ตลาดหุ้นไทยดีดขึ้น สะท้อนผลกระทบจากเหตุระเบิดอยู่ในกรอบจำกัด
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยถึงภาวะตลาดหุ้นหลังเกิดกรณีเหตุระเบิดที่ราชประสงค์เมื่อค่ำวันที่ 17 ส.ค.ว่า หุ้นไทยมีการปรับลงมากถึง 38 จุด แต่ตอนนี้มีแรงซื้อกลับมาจนดัชนีได้ปรับขึ้นมาแล้วเหลือกว่า 20 จุด ซึ่งถือว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีกรอบจำกัดที่ชัดเจน และกรอบที่เกิดขึ้นก็กระทบกับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวหรือโรงแรมหรือการท่าอากาศยาน โดยไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาไปยังหุ้นกลุ่มอื่นมากนัก อีกทั้งที่ผ่านมาต่างชาติก็มีการทยอยขายหุ้นไทยไปอย่างต่อเนื่องแล้ว และต่างชาติก็ทยอยขายหุ้นในทิศทางเดียวกับระดับเดียวกับภูมิภาค และต่างชาติยังมีหุ้นไทยให้ขายไม่มากแล้ว
สำหรับลูกค้าต่างชาติของดีบีเอส ก็มีการโทรเข้ามาสอบถามเหตุการณ์กับทางบริษัทตอนแรกก็รู้สึกตกใจแต่พอได้รับฟังข้อมูลการยืนจากเราว่าธุรกิจและสถาบันการเงินยังคงดำเนินการทำธุรกรรมและมีการเปิดใช้บริการปกติ ไม่เป็นไปตามกระแสข่าวลือเมื่อวาน ก็ถือว่าสามารถเรียกความเชื่อมั่นกับผู้ลงทุนได้มากแล้ว เพราะทุกอย่างยังกลับมาดำเนินการปกติ
“ตอนนี้เตือนนักลงทุนว่าต้องมีสติ อย่าได้ไปตกใจ เพราะในที่สุดทุกคนต้องมองภาพใหญ่ เพราปัจจุบันปลายประเทศก็ยังมีปัยหาเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน แต่ เงินทั่วโลกยังมีอยู่มาก ดังนั้นเงินต้องหาที่ต้องหาที่ลง อย่างการลงทุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นและพันธบัตรรัฐบาบาลสหรัฐอาจจะได้เปรียบในตอนนี้ แต่การลงทุนตอนนี้ไม่ควรทุ่มไปที่ใดที่หนึ่งในคราวเดียว เพราะไม่มีใครรู้ว่าจุดต่ำสุดอยู่ไหน ฉะนั้น ถ้ามองระยะยาวก็ถือว่าเป็นจังหวะที่ทยอยเข้าสะสมหุ้นได้ เพราะในระยะยาวพื้นฐานเศรษฐกิจไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร”นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์กล่าว
อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ ต้องเรียกความเชื่อมั่นและความมั่นใจของประเทศกลับมา ทั้งในการให้ข้อมูลและความเข้าใจที่ถูกต้อง ตอนนี้ประเทศต้องการข่าวดีเพื่อสร้างความมั่นใจ ดังนั้นภาครัฐก็ควรเรียกความมั่นใจจากสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกการปฏิรูปเรื่องต่างๆ ที่ภาครัฐต้องการทำอยู่แล้วอย่างเรื่องการลงทุนด้านต่างๆ
นางภัทธีรา มองว่า ระดบดัชนีหุ้นไทยไม่น่าจะตกเกินกว่านี้แล้ว ซึ่งการอยู่ในระดับที่ 1,400 จุด ก็ถือว่าสวยแล้ว แต่ถ้าจะดีสุดคือ 1,450 จุด
ทั้งนี้ การถูกบังคับขาย (ฟอร์ซเซล) บัญชีมาร์จินไม่มีนัยสำคัญอะไร และไม่ต้องเรียกวางหลักประกันเพิ่มเนื่องจากลูกค้ามีธุรกรรมบัญชีมาร์จินไม่มากในอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับที่น้อยอยู่ ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท จากต้นปีอยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท







