
บจ.รายได้ส่งออกจีน ไม่ถึง2%
ตลาดหุ้นตื่นตระหนกเกินไปหรือไม่?
ตลาดหุ้นตื่นตระหนกเกินไปหรือไม่?
กรณีธนาคารกลางจีนประกาศลดค่าเงินหยวนลงติดต่อกัน 3 วัน รวมกว่า 4% และส่งผลให้ธนาคารกลางในภูมิภาคนี้ปรับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน เช่น เวียดนามปล่อยให้ซื้อขายเงินด่องเคลื่อนไหวสูงกว่าหรือต่ำกว่า 2% จากอัตราอ้างอิง ซึ่งเดิมเคลื่อนไหวได้ 1% และเซติ อัคตาร์ อาซิซ ผู้ว่าการธนาคารกลางของมาเลเซีย ออกโรงเตือนว่าเอเชียควรเตรียมพร้อมรับมือกับเงินหยวนของจีน ซึ่งมีบทบาทในระดับสากลมากยิ่งขึ้น จากเดิมเป็นสกุลเงินสำหรับการค้า แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นสกุลเงินสำหรับการลงทุนนั้นยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นเงินทุนสำรอง ซึ่งมีนัยสำคัญระดับโลก ทั้งนี้ เงินหยวนที่อ่อนค่าสร้างแรงกระเพื่อมถึงค่าเงินบาท รวมถึงค่าเงินของเพื่อนบ้านให้แข็งค่าโดยปริยาย สถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของไทยหรือไม่ รวมถึงผลต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนด้วยหรือเปล่า
“สันติ กีระนันทน์” รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วิเคราะห์ว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปประเทศจีนประมาณ 10% การส่งออกส่วนใหญ่ประมาณ 25% ขายในอาเซียน รวมถึงกลุ่มประเทศ ซีแอลเอ็มวี ส่วนตลาดสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น มีสัดส่วนแห่งละประมาณ 10% ปัจจุบันอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พึ่งพารายได้จากการส่งออกประมาณ 90% ส่วนอุตสาหกรรมอาหารคิดเป็นประมาณ 60% ที่เหลือเป็นกลุ่มเกษตร ปิโตรเคมี ก็มีนัยสำคัญ
และหากแกะข้อมูลลงไปถึงบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่ประเทศไทยที่มีจำนวนมากกว่า 600 บริษัท ก็พบว่าโครงสร้างรายได้มาจากการส่งออกประมาณ 20% และบริษัทที่ส่งออกมีจำนวน 130 บริษัท แบ่งเป็นขายสินค้าไปให้จีนประมาณ 65 บริษัท หรือประมาณ 10% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด ส่วนอุตสาหกรมที่ส่งไปจีนมากที่สุดคือ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารค่อนข้างมาก แต่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งไปจีนเป็นสินค้าต้นน้ำ นำไปผลิตต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นความต้องการซื้อจริงของคนจีน
“หากยอดขายของบริษัทจดทะเบียนมีการส่งออกประมาณ 20% คิดเป็นประมาณ 14% ของรายได้รวม ซึ่งในจำนวน 14% นั้น มีไม่ถึง 2% ที่ส่งออกไปจีน จึงมีผลกระทบไม่มาก และเมื่อเงินหยวนอ่อนค่าลง ส่งผลให้ค่าเงินอื่นๆ แข็งค่าขึ้น ไม่เฉพาะเงินบาทเท่านั้น ทำให้จีนต้องซื้อของแพงขึ้นทุกประเทศ เพราะฉะนั้น นักลงทุนอย่าตูมตาม ตลาดส่งออกใหญ่ของเราอยู่ในอาเซียน”
สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย เชื่อว่าไม่กระทบจากค่าเงินหยวนมากเช่นกัน เพราะนักท่องเที่ยวจีนเลือกมาท่องเที่ยวในประเทศที่ชอบมากกว่า ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือประเทศไทย
“สันติ” กล่าวต่อว่า กรณีเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสหรัฐ มีผลต่อการส่งออกเช่นกัน เพราะประเทศคู่ค้าหลายแห่งใช้เงินเหรียญสหรัฐในการค้าขาย ทำให้ไทยไม่ได้เสียเปรียบหรือได้เปรียบจากค่าเงินบาทอ่อน เพราะทุกประเทศก็อ่อนค่าเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เริ่มเห็นการส่งออกของไทยค่อยๆ ดีขึ้น
ทางด้านมูลค่าการซื้อขายหุ้นที่ลดลงเหลือประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท/วัน ลดลงมากเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อช่วงต้นปีที่มีการซื้อขายมากถึง 5-6 หมื่นล้านบาท/วัน “สันติ” กล่าวว่า นักลงทุนก็ไม่ควรตกใจและไม่เกี่ยวกับนักลงทุนต่างชาติ เพราะโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมาจากฐานนักลงทุนรายย่อย 62% ส่วนที่เหลือ 40% แบ่งเป็นสถาบันในประเทศและสถาบันต่างประเทศเท่ากันประมาณ 20% เมื่อภาวะตลาดหุ้นไม่ดี นักลงทุนในประเทศก็ชะลอการลงทุน ทำให้มูลค่าซื้อขายต่อวันลดลง ตอนนี้นักลงทุนทั่วโลกมองการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย แบ่งเป็นส่วนๆ เช่น แยกจีนออกจากอาเซียน ทำให้มูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติไม่ได้ลดลงเท่าไรนัก
ด้านบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) โดย สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า กรณีจีนปรับลดค่าเงินหยวนลงนั้น บริษัทได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นพบว่าไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออกผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกของบริษัทไปจีนที่มีสัดส่วนกว่า 10% เนื่องจากสัญญาการซื้อขายเม็ดพลาสติกจะอยู่ในรูปของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนั้นยังพบว่าการบริโภคและคำสั่งซื้อยังอยู่ในสถานการณ์ปกติ ไม่มีการชะลอแต่อย่างใด
ก่อนหน้านี้ วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ผลกระทบในช่วงสั้นค่าเงินหยวนมีโอกาสอ่อนค่าลงมากกว่าอัตราที่ประกาศไว้อย่างช้าๆ อาจนำไปสู่เงินทุนไหลออกในช่วงสั้น ซึ่งอาจจะถึง 6.5-6.6 หยวน/เหรียญสหรัฐ ในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า ปัจจุบันธนาคารจีนอนุญาตให้นักลงทุนชาวจีนที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านหยวน สามารถนำครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์ให้ลงทุนต่างประเทศ ขณะนี้เงินทุนไหลออกจากจีนจำนวนเกือบ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ใน 4 ไตรมาสที่ผ่านมา แต่อีกสัก 1 ปีข้างหน้า ค่าเงินหยวนคงแข็งค่าขึ้นมาใหม่จากการที่ประเทศต่างๆ มีเงินหยวนเป็นทุนสำรองของแต่ละประเทศ
ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์ในสายตาผู้ผลิตของจีนราคาสูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตชาวจีนอาจหันไปสู่การผลิตนอกประเทศ สินค้านำเข้าสู่ประเทศจีนจะสูงขึ้น ทำให้ผู้ส่งออกไทยไปจีนได้ผลลบ ค่าเงินของประเทศต่างๆ ในเอเชียจะอ่อนค่าลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ส่งสินค้าออกไปประเทศจีนมากๆ เช่น มาเลเซีย ไต้หวัน เกาหลีใต้







