
ถอดบทเรียน ‘ประสาร’ ผู้ว่าธปท.ที่เกือบถูกปลด
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนที่ 22
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนที่ 22 แต่ขณะเดียวกันก็ถือได้ว่าเป็นผู้ว่าการ ธปท.คนแรก หลังจากมีการแก้ไข พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551
การแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย 2551 นั้น วัตถุประสงค์สำคัญคือการป้องกันฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการดำเนินนโยบายการเงิน โดยวางโครงสร้างการดำเนินนโยบายการเงินใหม่ จากเดิมที่การตัดสินใจขึ้นหรือลดดอกเบี้ยขึ้นกับผู้ว่าการ ธปท.มาเป็นการตัดสินใจโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน เช่นเดียวกับการตัดสินใจเรื่องการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ก็ให้เป็นในรูปคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน
นอกจากนี้ กฎหมายใหม่ยังวางระบบป้องกันการใช้อำนาจอันไม่เป็นธรรมในการปลดผู้ว่าการ ธปท.ที่แต่เดิมเป็นอำนาจ รมว.คลัง โดยตรงในการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่หลังจากแก้ไขกฎหมาย กำหนดให้ รมว.คลัง จะปลดผู้ว่าการ ธปท.ได้ต่อเมื่อผู้ว่าการ ธปท.มีความประพฤติเสื่อมเสียร้ายแรงหรือทุจริตต่อหน้าที่ หรือบกพร่องในการทำหน้าที่อย่างร้ายแรง
จึงดูเหมือนว่า ประสาร และ ธปท.จะได้รับเกราะป้องกันเป็นอย่างดี ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง
แต่จากประสบการณ์จริง ประสาร บอกว่า กลับต้องเจอกับสถานการณ์ที่อาจจะต้องถูกปลดได้เช่นเดียวกัน แต่ด้วยขั้นตอนที่ซับซ้อนขึ้น ถึงขั้นจะมีการออกพระราชกำหนดปลดกันเลยทีเดียว รวมทั้งเหตุการณ์อื่นๆ ที่ไม่คิดว่าจะเจอ
เริ่มด้วยการถูกกดดันให้ลดดอกเบี้ย แต่ภายใต้ภาวะสินเชื่อขณะนั้นที่ยังขยายตัว 10% กว่า เฉพาะสินเชื่อบริโภคขยายตัวถึง 20% เศษ จากนโยบายรถคันแรก และหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงจาก 60% ของจีดีพี เป็น 80% ของจีดีพี ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้
“เขามาในมุมว่าอยากให้เราลดดอกเบี้ยเพื่อให้ค่าเงินอ่อนและบัญชี ธปท.ขาดทุน ถ้ายังปล่อยให้ดอกเบี้ยสูง บัญชี ธปท.ก็จะยิ่งขาดทุนสูง แต่ทางผมไม่ยอม เขาก็บอกว่า แม้จะแก้ไขกฎหมายปี 2551 แต่มีเงื่อนไขให้ปลดผู้ว่าการ ธปท.ได้ หากสร้างความเสียหายร้ายแรง เขามาในมุมว่า บัญชี ธปท.ขาดทุน และระบุว่า ผู้ว่าการ ธปท.ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น
แต่คนที่รู้เรื่องธนาคารกลางดีจะแอบหัวเราะว่า การที่ธนาคารกลางขาดทุนเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นการขาดทุนที่เกิดจากการทำหน้าที่”
นอกจากนี้ รมว.คลัง ยังทำจดหมายถึงคณะกรรมการ กนง. ขอให้ลดดอกเบี้ยด้วย และเป็นสาเหตุที่ทำให้คณะกรรมการ กนง.รายหนึ่ง ตั้งคำถามกับผู้ว่าการ ธปท.ว่า จะรับมือกับปัญหาทางการเมืองได้มากน้อยแค่ไหน แต่สุดท้ายที่ประชุมก็ออกมาด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 1 ไม่ลดดอกเบี้ย
ขณะเดียวกัน รัฐบาลในขณะนั้นยังมีแนวคิดจะออก พ.ร.ก.ปลด ประสาร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.ด้วยสาเหตุที่บริหาร ธปท.จนขาดทุนจำนวนมาก ทำให้เกิดความเสียหาย พร้อมกับมีการทำหนังสือลงนาม โดย รมว.คลัง ขณะนั้นส่งถึงผู้ว่าการ ธปท.ให้แสดงความรับผิดชอบที่บริหารทุนสำรองระหว่างประเทศจนมีผลขาดทุนจำนวนมาก ถือได้ว่าผู้ว่าการ ธปท.ทำงานบกพร่องเสียหายร้ายแรง ซึ่งถือว่าเป็นจดหมายนำร่องที่จะนำไปสู่แนวคิดการออกพระราชกำหนดปลดประสาร พ้นตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.
ทั้งนี้ เนื่องจาก พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551 มาตรา 28/19 ระบุให้ รมว.คลัง เสนอปลดผู้ว่าการ ธปท.ได้ หากผู้ว่าการ ธปท.บกพร่องในการทำหน้าที่อย่างร้ายแรง แต่ต้องแสดงเหตุผลให้ชัดเจน
แต่สุดท้าย ก็ไม่มีการออกพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวออกมา
จะเห็นได้ว่า แม้จะมีการออกกฎหมายป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง แต่เมื่อใดที่ฝ่ายการเมืองไม่พอใจ ก็จะหาทุกวิถีทางที่จะทำให้อีกฝ่ายพ้นจากตำแหน่งให้ได้
อย่างไรก็ตาม ประสาร ย้ำมาตลอดว่า ความเป็นอิสระของ ธปท.ไม่ได้หมายถึงว่าฝ่ายการเมืองจะเข้ามายุ่งไม่ได้ เพราะถึงอย่างไร ธปท.ก็เป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลต้องหารือกับรัฐบาลในเรื่องเป้าหมายเงินเฟ้อ แต่เมื่อรัฐบาลให้ความเห็นชอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่เสนอไป รัฐบาลจะต้องให้อิสระพอสมควรในการดำเนินนโยบายการเงิน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว
นอกจากนี้ ธปท.ยังเผชิญความท้าทายอีกด้านคือ ความคาดหวังของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจโลกที่ชะลอ แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัว แต่จีน ยุโรป ญี่ปุ่น ยังชะลอตัว ธปท.จึงดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบผ่อนคลาย อย่างน้อยเพื่อลดภาระของคนในประเทศให้เสียอัตราดอกเบี้ยต่ำลงจะได้ปรับตัวได้
“เราทำนโยบายการเงินเพื่อประคองเศรษฐกิจไว้ แต่ก็ต้องระวังด้วยว่าจะไม่สร้างปัญหาต่อเสถียรภาพระยะยาว ทุกครั้งที่พูดเรื่องดอกเบี้ย ไม่ว่าขึ้นหรือลง หรือให้เงินบาทอ่อน ก็ต้องระวังไม่สร้างปัญหาในอนาคตให้เกิดขึ้นด้วย”
น่าจะเป็นสิ่งที่ฝากไว้ให้ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ได้พิจารณา







