
อนาคตโรงเรียนไทย
เมื่อพูดถึงเรื่อง “การศึกษา” ทุกคนก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ หรือสำคัญที่สุดในการที่จะพัฒนาคนเพื่อไปพัฒนาชาติ เมื่อชาติใดมีคนเก่ง ชาตินั้นก็เก่งด้วย แข่งขันกับใครก็ชนะ ดังเช่นพลเมืองของชาติมหาอำนาจ ทั้งอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลี ประเทศเหล่านี้มองเรื่องการศึกษาเป็นหัวใจของชาติที่ต้องดูแลมากกว่าเรื่องอื่นๆ หรือแม้แต่สิงคโปร์เพื่อนบ้านเรา ที่ก้าวไปไกลมากแล้ว
เมื่อพูดถึงเรื่อง “การศึกษา” ทุกคนก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ หรือสำคัญที่สุดในการที่จะพัฒนาคนเพื่อไปพัฒนาชาติ เมื่อชาติใดมีคนเก่ง ชาตินั้นก็เก่งด้วย แข่งขันกับใครก็ชนะ ดังเช่นพลเมืองของชาติมหาอำนาจ ทั้งอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลี ประเทศเหล่านี้มองเรื่องการศึกษาเป็นหัวใจของชาติที่ต้องดูแลมากกว่าเรื่องอื่นๆ หรือแม้แต่สิงคโปร์เพื่อนบ้านเรา ที่ก้าวไปไกลมากแล้ว
ปัจจุบันสิงคโปร์พัฒนามหาวิทยาลัยแห่งชาติขึ้นเป็นอันดับ 1 ของทวีปเอเชียสำเร็จไปแล้ว แต่ก็ยังไม่พอใจ กำลังสร้างมหาวิทยาลัยแห่งใหม่เพื่อมุ่งเป็นอันดับ 1 ของโลก ฟังแล้วตกใจและกังวลใจแทนคนไทยทุกคนว่า ต่อไปลูกหลานเรายิ่งจะตามเขาไม่ทัน ก็ต้องเป็นรองเขาอยู่ร่ำไป
สำหรับไทย เรื่อง “การศึกษา” มักเป็นเรื่องที่ถูกมองว่าเป็นเรื่อง “ระยะยาว” เราจึงไปมุ่งแก้ปัญหาระยะสั้นก่อน เช่น เรื่อง “ปากท้อง” หรือเรื่องเศรษฐกิจ พอแก้ไปแก้มาปวดหัวจนลืมแก้เรื่องการศึกษา เรื่องการศึกษาจึงมาทีหลัง จึงเกิดอาการเวียนว่ายในอ่างน้ำ ไม่ไปถึงไหนเสียที นี่คือสาเหตุที่ทำให้การศึกษาไทยยังคงล้าหลัง ไปไม่เคยถึงฝั่งฝัน
เมื่อพูดถึงเรื่องการศึกษา ก็ต้องคิดถึงโรงเรียน ผมมั่นใจว่าตอนนี้เราคงรู้ว่า โรงเรียนไทยมีปัญหาอะไรบ้าง ทั้งเรื่องคุณภาพครู เรื่องหลักสูตร และเรื่องการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของคนทุกชนชั้น แต่เราก็ยังมักเห็นว่าโรงเรียนไทยเป็นปัญหาของกระทรวงศึกษาธิการหรือของรัฐ ให้เขาทำกันไป ไม่ใช่ปัญหาของเรา
ผมมีโอกาสเยี่ยมชมสถาบันอุดมศึกษาที่ดำเนินการภายใต้องค์กรมหาชนยักษ์ใหญ่ คือ บริษัท ซีพี ออลล์ และบริษัท ปตท. ซึ่งซีพีได้สร้างสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และ ปตท.สร้างสถาบันวิทยสิริเมธี ซีพีมุ่งให้มหาวิทยาลัยของตนสร้างโอกาสให้แก่นักศึกษาจากทุกชนชั้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา จะได้เรียน ได้ทำงานหาประสบการณ์ มีรายได้พึ่งตัวเอง ขณะที่ ปตท.มุ่งสร้างองค์ความรู้ สร้างบุคลากรของชาติทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการแข่งขันในโลกยุคปัจจุบัน
ผมจึงศรัทธาความตั้งใจของสององค์กรนี้มาก และยิ่งสนใจมากยิ่งขึ้น เมื่อทั้งสององค์กรได้สร้างโรงเรียนระดับมัธยม โดย ปตท.สร้างโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ให้ทุนแก่นักเรียนสุดยอด เพื่อมาปั้นให้เก่งกาจด้านวิทยาศาสตร์เตรียมพร้อมสู่อุดมศึกษา และซีพีสร้างโรงเรียนสาธิตมัธยมศึกษา เพื่อสร้างนักเรียนให้มีความรู้ทางภาษาจีนและอังกฤษ พร้อมรอบด้านในการแข่งขัน ปรากฏการณ์นี้น่าจะทำให้ผู้บริหารสถาบันการศึกษาของรัฐนั่งไม่ติด เพราะเอกชนหันมาเอาจริงเอาจังเรื่องพัฒนาการศึกษาอย่างแข็งขันกว่า
เอกชนยักษ์ใหญ่และอภิมหาเศรษฐีของไทยที่มีอีกมาก ควรมองเป็นแบบอย่าง หากช่วยสร้างก็จะเปลี่ยนแปลงการศึกษาของไทยได้แน่ อย่าคิดว่าการศึกษาเป็นภาระของรัฐเท่านั้น ถึงแม้ว่าจำนวนนักเรียนองค์กรทั้งสองยังเป็นส่วนน้อยกว่า 1% ของนักเรียนไทยต่อปี แต่ผมเชื่อว่านี่คือตัวอย่างที่ให้คนอื่นที่มีศักยภาพได้ทำตาม
อนาคตโรงเรียนไทยจึงเป็นเรื่องของทุกคน ผมฝากให้ทุกท่านที่มีกำลัง ก้าวเข้ามาร่วมกันสร้างโรงเรียนไทย สนับสนุนการศึกษา เพราะท้ายที่สุดแล้วคือท่านกำลังสร้างชาติด้วยมือของท่านเอง







