posttoday
วิริยะไม่ปรับเบี้ย เศรษฐกิจไม่เอื้อ

วิริยะไม่ปรับเบี้ย เศรษฐกิจไม่เอื้อ

17 สิงหาคม 2558

วิริยะประกันภัยพับแผนขึ้นเบี้ยรถยนต์ เศรษฐกิจไม่เอื้อ ออกสินค้าใหม่กระตุ้นยอดขายส่งท้ายปี

วิริยะประกันภัยพับแผนขึ้นเบี้ยรถยนต์ เศรษฐกิจไม่เอื้อ ออกสินค้าใหม่กระตุ้นยอดขายส่งท้ายปี

นายกฤษณ์ หิญชีระนันทน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท วิริยะประกันภัย เปิดเผยว่า บริษัทได้ชะลอแผนการปรับขึ้นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ออกไปก่อนแม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาวะตลาดในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมและเศรษฐกิจยังมีปัญหาชะลอตัว

“ตอนนี้ยอดขายรถยนต์เองก็อยู่ในภาวะทรงตัว เศรษฐกิจก็ไม่ดี เราจึงต้องเลื่อนแผนการปรับขึ้นเบี้ยออกไปเป็นปีหน้าก่อน ส่วนจะปรับเบี้ยขึ้นอีกเท่าไหร่นั้นต้องขอดูรายละเอียดอีกครั้ง เพราะรถยนต์แต่ละประเภทมีอัตราเบี้ยที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอัตราสินไหมทดแทนเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 68-70% จากเดิมอยู่ที่ 65-67% บวกกับในช่วงที่ผ่านมาค่าแรงและค่าอะไหล่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เราเองก็มีภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงขึ้น” นายกฤษณ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดรถยนต์จะหดตัว แต่บริษัทก็ยังรักษาส่วนแบ่งการตลาดได้ในระดับ 35-40% ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาด้านการบริการลูกค้าที่มีความรวดเร็วมากขึ้น เช่น การตรวจสอบอุบัติเหตุจากเดิมที่ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงก็ลดระยะเวลาเหลือเพียง 20-25 นาที

สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ทำเบี้ยประกันภัยชั้น 1 และประกันภัยประเภท 2 พลัส และ 3 พลัส ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ บริษัทก็มีแผนนำแบบประกันใหม่อีก 2-3 แบบ เข้ามาทำตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขายเพิ่มอีก และคาดว่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ปีนี้จะเติบโต 1-2% เมื่อเทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 3.1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นรถยนต์ใหม่ 30% และเบี้ยต่ออายุ 70%

นายนที ไชยกาล รองผู้จัดการฝ่ายมาตรฐานราคาและการจัดซ่อม บริษัท วิริยะประกันภัย กล่าวว่า บริษัทได้จัดทำโครงการ “ฟาสต์แทร็ก รีแพร์” หรือโครงการซ่อมสีด่วนภายใน 24 ชั่วโมง สำหรับลูกค้าที่รถเกิดการเฉี่ยวชนและความเสียหายไม่เกิน 4 ชิ้นงาน เช่น รอยขีดข่วน โดยไม่เปลี่ยนอะไหล่ พร้อมรับประกันใน 1 ปี ให้กับลูกค้าของบริษัทไม่ว่าจะเป็นประกันภัยชั้น 1 ประกันภัยประเภท 2 พลัส หรือประเภท 3 พลัส และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมเพิ่ม ซึ่งเบื้องต้นโครงการนี้นำร่อง 40 อู่ เฉพาะเขต กทม. ก่อน และสิ้นปีนี้จะกระจายไปยังอู่ซ่อมในเขตปริมณฑล ทำให้มีอู่เข้าโครงการทั้งหมด 80 อู่ และปีหน้าจะขยายโครงการไปยังหัวเมืองใหม่ในต่างจังหวัด เช่น นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี และสงขลา เพื่อพัฒนางานด้านบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

นอกจากนี้ บริษัทยังเริ่มนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในงานสำรวจและประเมินความเสียหายอุบัติเหตุรถยนต์ เริ่มจากใน กทม. และปริมณฑล ทำให้พนักงานสำรวจภัยไปถึงที่เกิดเหตุใน กทม. รัศมี 5 กิโลเมตร ได้ภายใน 20 นาที สามารถควบคุมประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าได้ ลดการร้องเรียน และเพิ่มสัดส่วนการต่ออายุกรมธรรม์ของลูกค้าเก่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 85% จากเดิมอยู่ที่ 70% รวมถึงการสนับสนุนข้อมูลจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุบ่อย 360 แห่ง ให้กับแอพพลิเคชั่น JS100 ให้ความช่วยเหลือยามฉุกเฉินเข้าถึงพิกัดได้ทุกที่ จะทำให้สามารถไปช่วยลูกค้าได้เร็วขึ้น

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล