
อาเซียนสุด 'ย้อนแย้ง' ความท้าทายที่รอเปลี่ยนแปลง
“ถ้า จะดูความก้าวหน้าอาเซียน ต้องดูเรื่องความย้อนแย้ง เฉพาะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเดียว ดูเหมือนจะมี 4 เรื่อง”
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
“ถ้า จะดูความก้าวหน้าอาเซียน ต้องดูเรื่องความย้อนแย้ง เฉพาะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเดียว ดูเหมือนจะมี 4 เรื่อง”
นี่คือข้อสังเกตของ ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในงานเสวนาเวที TRF-ASEAN Public Forum ครั้งที่ 2 จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ความย้อนแย้งแรก คือ การเดินหน้าของอาเซียนที่ขัดแย้งทั้ง “แนวลึก” และ “แนวกว้าง”
ปิติ บอกว่า อาเซียนพยายามจะเป็น “ตลาดร่วม” แต่กลับข้ามขั้นการเป็นสหภาพศุลกากร (Custom Union) แบบสหภาพยุโรป ทำให้แต่ละประเทศสามารถเจรจาการค้ากับใครก็ได้เพราะนโยบายการต่างประเทศไม่ได้สอดคล้องกัน เมื่อพยายามจะเดินหน้าให้ลึกขึ้นจึงไม่สามารถลึกได้แบบสหภาพยุโรปซึ่งเป็นสหภาพศุลกากร และนำไปสู่คำถามว่าเมื่อเดินหน้าเป็นประชาคมอาเซียนจะยอมมีนโยบายไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่
ขณะเดียวกันเมื่อจะไปในแนวกว้าง คือการเพิ่มจำนวนสมาชิกอาเซียน เช่น การรับติมอร์ตะวันออกเข้ามาเป็นสมาชิกอาเซียน ก็นำไปสู่คำถามว่า หากรับประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจช้ากว่า จะไปขัดขวางการเดินหน้าของอาเซียนในแนวลึกอีกหรือไม่
ความย้อนแย้งที่ 2 คือ รอยต่อระหว่างแผนงานการจัดตั้งประชาคมอาเซียนฉบับที่ใช้อยู่เดิมและฉบับใหม่ที่จะใช้ถึงปี 2568
การเจรจาเดิมที่ตกลงไปแล้ว ให้สัตยาบันไปแล้ว เช่น การลดภาษีเป็น 0% สำหรับสินค้าที่ค้าขายกันภายในภูมิภาค เป็นนโยบายที่ไม่ได้มีผลอัตโนมัติ ผู้ประกอบการต้องกรอกแบบฟอร์มและยื่นขอใช้สิทธิ ทำให้ในความเป็นจริงมีผู้ประกอบการที่ใช้สิทธิเพียงราว 47% เท่านั้น
“สมมติว่าโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งมีชิ้นส่วน 800 ชิ้น ชิ้นส่วนมาจากหลายประเทศ ผู้ประกอบการก็ต้องใช้เวลากรอกเอกสารจำนวนมากเพื่อแสดงแหล่งกำเนิดสินค้า เรื่องเหล่านี้ยังเป็นความลับทางการค้าที่เขาไม่อยากเปิดเผย นำไปสู่คำถามว่าเราจะเดินหน้าเจรจากันต่อในประเด็นต่างๆ หรือไม่ เพื่อแก้ไขความย้อนแย้งนี้”
ความย้อนแย้งที่ 3 คือ อาเซียนที่อยากเป็น “ศูนย์กลาง”
อาเซียนตั้งเป้าว่าอยากจะเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนเรื่องราวต่างๆ มากกว่าให้ประเทศอื่นมาเป็นผู้ขับเคลื่อน แต่ในความเป็นจริงยังมีความย้อนแย้งแฝงอยู่ เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคการจัดระเบียบใหม่ (New World Order) จีนกำลังเดินหน้านโยบาย One Belt, One Route ขณะที่สหรัฐเองก็เดินหน้านโยบาย Towards Asia-Pacific อาเซียนบางประเทศก็ไปจับมือกับสหรัฐแล้วในเวทีความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี)ผู้ที่ทำวิจัยเรื่องต่างๆ ให้อาเซียน ก็คือสถาบันวิจัยเศรษฐกิจสำหรับอาเซียนและเอเชียตะวันออก (อีเรีย) แล้วอาเซียนจะจัดการความย้อนแย้งนี้อย่างไร
ความย้อนแย้งที่ 4 คือ ชุดความคิดของคนอาเซียน
ปิติ ระบุว่า ข้อตกลงอาเซียนคือการเปิดให้เพื่อนบ้านเข้าไปลงทุนในประเทศอื่นได้ แต่ในหัวจริงๆ ก็ยังคิดแบบ “Protectionism” มองคนของประเทศเพื่อนบ้านแบบ “ยี้” และไม่ได้สนใจประเทศเพื่อนบ้านนัก สนใจแต่ประเทศที่ไกลออกไป
“ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทยของเราดำเนินการมา 40 ปี เปิดตลาด 100 จุด ปัจจุบันกลายเป็น 1,400 จุด แต่ตลาดหลักทรัพย์ของลาวเริ่มต้นเปิดตลาดที่ 100 จุด ผ่านมา 4 ปี 10 เดือน ตอนนี้ของเขา 1,300 จุดแล้ว หมายความว่า ถ้าเรานำเงินเข้าไปลงทุนตอนนั้น 1 ล้านบาท วันนี้จะกลายเป็น 13 ล้านบาท แต่เราไม่เคยสนใจเขา เราสนใจแต่ดัชนีหุ้นของประเทศอื่นๆ”
อัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บอกว่า สำหรับทัศนคติที่ไม่ดีต่อคนอาเซียนนั้น มาจากการที่ยัง “ไม่รู้จักเขา” จากการลงพื้นที่ทำงานกับทั้งนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนพนักงานในโรงงานต่างๆ พบว่า มีทัศนคติมองคนอาเซียนแบบไม่ค่อยดีนัก สิ่งที่ทำคือให้พวกเขาคิดนวัตกรรมมาแก้ปัญหาเหล่านั้น หลายที่ก็ทำได้ดี
“บางโรงงานเสนอให้ทำเป็นโรงงานสากล มีรูมเมทเป็นชาวต่างชาติ รวมถึงจัดเนิร์สเซอรี่ ดูแลเด็กทุกชาติไว้รวมกัน”







