อุตฯยานยนต์ไทยแกร่ง "สทป." เล็งต่อยอดรถหุ้มเกราะ
เป้าหมายสำคัญของการผลิตยานยนต์หุ้มเกราะ เพื่อการส่งออกจะอยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียน
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
แม้ว่าสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยจะชะลอตัวต่อเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ในประเทศ แต่กระนั้นยังถือได้ว่าประเทศไทยคงเป็นประเทศที่น่าจับตามองในฐานะผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ติดอันดับโลกและภูมิภาคอาเซียน
เช่นเดียวกันกับโอกาสการต่อยอดโดยใช้ศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ครบครันทั้งทางด้าน ฝีมือแรงงาน ระบบห่วงโซ่อุปทานผู้ผลิตชิ้นส่วน รวมถึงระบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่เอื้ออำนวยให้มีการพัฒนา โดย พล.อ.สมพงศ์ มุกดาสกุล
ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทป. มองเห็นโอกาสดังกล่าวเพื่อการผลิตยานยนต์หุ้มเกราะในประเทศไทย
“จากศักยภาพดังกล่าวนั้นนำมาซึ่งความท้าทายครั้งใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ ที่ได้ต่อยอดในการพัฒนายานยนต์หุ้มเกราะเพื่อป้องกันและพัฒนาประเทศ โดยดัดแปลงเป็นยานยนต์หุ้มเกราะล้อยางเพื่อความสะดวกในการใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมาได้หารือกับภาคเอกชน กับสถาบันยานยนต์ถึงแนวทางต่างๆ จนกระทั่งล่าสุดได้มีการพัฒนาต้นแบบเสมือนจริงกับภาคเอกชน เช่น กลุ่มบริษัท ปรีชาถาวรอุตสาหกรรม และกลุ่ม ช.ทวี เพื่อมาร่วมพัฒนา”
นอกจากนั้น ยังได้รับความสนใจจากกลุ่มนักวิจัยประเทศญี่ปุ่นที่เข้ามาร่วมพัฒนาระบบช่วงล่าง (ซัสเปนชั่น) จึงมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น และสามารถคาดการณ์ได้ว่าภายในปี 2559 จะพัฒนาแล้วเสร็จรวมถึงการทดลองใช้งานได้ในอนาคตอันใกล้
ทั้งนี้ การต่อยอดพัฒนาดังกล่าวเป็นโอกาสของประเทศไทยในการใช้วิทยาศาสตร์เพื่อป้องกันประเทศ โดยใช้องค์ความรู้ของบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถที่ได้มีการฝึกฝนและซ่อมบำรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ในหน่วยงานทหาร
ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ นำไปสู่การผลิตเพื่อพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม งบประมาณสนับสนุนเพื่อการวิจัยซึ่งถือเป็นภารกิจหลักของ สทป. ที่มีมูลค่า 1,000 ล้านบาท/ปี โดยมีบุคลากรรวมกว่า 300 คน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นนักวิจัยจำนวน 1 ใน 3 พร้อมทั้งมีเป้าหมายหลักในการนำงานวิจัยที่ได้พัฒนาขึ้นไปสู่การใช้งานที่แท้จริงไม่ใช่การนำงานวิจัยที่พัฒนาขึ้นมาได้ไปไว้บนหิ้งพระ
ปัจจุบันเทคโนโลยีของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในประเทศไทยมาจาก 4 ประเทศหลัก ได้แก่ 1.สหรัฐ 2.เยอรมนี 3.จีน และ 4.อิสราเอล โดยแบ่งตามประเภทของยุทโธปกรณ์แต่ละชนิด ซึ่งถือได้ว่ามีราคาสูง โดยมองว่าหากประเทศไทยสามารถผลิตยานยนต์หุ้มเกราะดังกล่าวได้ จะสามารถลดภาระการนำเข้าได้กว่า 50% ของมูลค่า ซึ่งมีราคาปกติอยู่ที่ 60 ล้านบาท/คัน
สำหรับเป้าหมายสำคัญของการผลิตยานยนต์หุ้มเกราะ เพื่อการส่งออกจะอยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่จะมีการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งจะมีการรวมตัวของประชากรกว่า 600 ล้านคน ซึ่งได้รับความสนใจของรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นในการร่วมวิจัยและพัฒนา โดยมีแนวนโยบายให้ภาคเอกชนญี่ปุ่นร่วมกับประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาสู่ภาคการผลิตเพื่อการส่งออกได้เร็วขึ้น
พล.อ.สมพงศ์ กล่าวว่า การดำเนินงานวิจัยและพัฒนาทั้งหมดอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์แผนการ ดำเนินงาน 15 ปี (2553-2567) ของ สทป. ซึ่งกำหนดไว้ 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ โดยมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมาย และการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่อุตสาหกรรมการผลิต
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมสู่ประชาสังคม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ การพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ การบริหารจัดการเทคโนโลยีป้องกันประเทศสู่ประชาชนและสังคม
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ โดยจะให้ความสำคัญกับการพัฒนานโยบายและวิสัยทัศน์ร่วม การพัฒนากลไกความร่วมมือและการมีส่วนร่วม
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาองค์กรเพื่อความยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์นี้จะให้ความสำคัญกับการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ การพัฒนาการบริหารจัดการภายในองค์กร การจัดการภายในองค์กร การเรียนรู้และการพัฒนา
ด้านการดำเนินงานของ สทป. ตลอดเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันซึ่งก้าวสู่ปีที่ 7 มีส่วนสำคัญต่อการยกระดับงานองค์ความรู้ทางด้านงานวิจัย ค้นคว้า การผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหาร ด้วยฝีมือคนไทยและวัตถุดิบในประเทศ เพื่อลดภาระการนำเข้ายุทโธปกรณ์ จากต่างประเทศที่มีราคาแพง รวมทั้งเป็นการส่งเสริมภาคเอกชนไทยเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตสินค้าคุณภาพทางการทหาร
“ปัจจุบันโฉมหน้าของสงครามได้เปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นเป้าหมายจึงไม่ใช่มุ่งพัฒนาเพียงแค่ทางการทหารอย่างเดียว แต่จะยกระดับและต่อยอดงานวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้เกิดประสิทธิภาพของขอบข่ายการใช้งานที่กว้างขวางมากขึ้น เพื่อที่จะปรับใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้านภารกิจทางสังคม เพราะทหารยุคใหม่ต้องมีภารกิจช่วยเหลือประชาชนมากขึ้น พร้อมทั้งศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ ไทยที่จะเป็นส่วนช่วยต่อยอดงานวิจัยให้เกิดขึ้นจริงและสร้างมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมได้”


