posttoday
สงครามค่าเงิน หรือแผนดันหยวนผงาดโลก?

สงครามค่าเงิน หรือแผนดันหยวนผงาดโลก?

15 สิงหาคม 2558

ธนาคารกลางจีนสร้างปรากฏการณ์ใหม่ทำให้ทั่วโลกตื่นตระหนกและตีความไปต่างๆ นานา

ธนาคารกลางจีนสร้างปรากฏการณ์ใหม่ทำให้ทั่วโลกตื่นตระหนกและตีความไปต่างๆ นานาถึงมาตรการปรับอัตราอ้างอิงค่าเงินหยวนลงมาติดต่อกัน 3 วัน 1.9% 1.6% และ 1.1% นับตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. และกลับมาปรับขึ้น 0.05% เป็น 6.3975 หยวน/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ส่งผลให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง 2.8% ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางของแต่ละประเทศตั้งการ์ดสูงเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น บางประเทศ เช่น เวียดนาม รีบตัดสินใจให้ค่าเงินด่องสามารถผันผวนแข็งค่าหรืออ่อนค่าได้ 2% จากเดิมอยู่ที่ 1% เท่านั้น ส่งผลให้ค่าเงินเวียดนามอ่อนค่าลง 1.2% ในช่วง 3 วันที่ผ่านมาถึงวันที่ 14 ส.ค.

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเกิดคำถามว่าจีนกำลังเปิดสงครามค่าเงินหรือไม่ และสหรัฐอเมริกาจะตอบโต้อย่างไรบ้าง แล้วประเทศไทยจะเดือดร้อนแค่ไหน

ฌอง ชาร์ลส เซมเบอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียแปซิฟิกแห่งสถาบันการเงินนานาชาติ สถาบันพัฒนาเศรษฐกิจในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐ เปิดเผยว่า แต่ละประเทศกำลังหวาดวิตกต่อสงครามค่าเงินที่จะเริ่มส่งผลกระทบต่อการส่งออก โดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่ที่ส่งออกไปยังประเทศจีน

ในขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ประเทศในเอเชียที่ส่งออกไปจีนเป็นหลัก เช่น ไต้หวัน มาเลเซีย เกาหลีใต้ และเวียดนาม อาจจะต้องปรับลดค่าเงินของตัวเอง ส่วนธนาคารกลางมาเลเซียกังวลการอ่อนค่าเงินริงกิตมากเกินไปเมื่อเทียบกับการเติบโตของเศรษฐกิจ และอาจทำให้เกิดทุนไหลออก

สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า เรื่องสงครามค่าเงิน  มองว่าไม่ใช่เป้าหมายของการปรับนโยบายของจีนในครั้งนี้ แต่เมื่อเงินหยวนอ่อนค่าก็ส่งผลให้เกิดสงครามค่าเงินได้ง่ายขึ้น เพราะสกุลเงินอื่นก็พร้อมที่จะอ่อนค่าลง ทำให้เกิดสงครามค่าเงินไปในตัว แต่เชื่อว่าจีนไม่ได้มีความตั้งใจให้เกิดขึ้น เพราะเศรษฐกิจยังไม่ได้แย่ขนาดที่จะใช้นโยบายทางการเงินมาสร้างผลกระทบในภาพรวม

“การปรับนโยบายทางการเงินของจีนในครั้งนี้มีเป้าหมายใหญ่ คือ การนำเงินหยวนเข้าสู่ระบบตะกร้าเงินของโลก จึงต้องทำให้ค่าเงินหยวนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มของเศรษฐกิจโลก และลดการเข้ามาเก็งกำไรของนักธุรกิจ ส่วนการกระตุ้นการส่งออกนั้นเป็นผลที่ได้รับตามมา” สมภพ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การค้าขายกับจีนจะยากขึ้น ซึ่งจีนและอาเซียนมีการค้าระหว่างกันมากถึง 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และจีนยังขยายซัพพลายเชน เช่น แอฟริกา เอเชียใต้ ละตินอเมริกา อาจจะทำให้เศรษฐกิจอาเซียนปรับตัวลงอีก ส่วนผลดีคือเงินหยวนจะออกสู่ตลาดเงิน ตลาดทุนมากขึ้น

มุมมองของ “สมภพ”สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของ “วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ว่า มาตรการของธนาคารจีนถือว่าเป็นมาตรการที่ฉลาด เพราะในเดือน ก.ย. 2559 มีโอกาสมากกว่า 80% ที่สกุลเงินหยวนจะถูกนำไปสู่การคำนวณตะกร้าเงินทุนสำรองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ จากปัจจุบันในตะกร้าเป็นสกุลเงินสหรัฐอเมริกาสัดส่วน 41.9% ยูโร 37.4% ปอนด์สเตอร์ลิง 11.3% และเงินเยนของญี่ปุ่น 9.4% โดยสกุลเงินทุนสำรองต่างๆ เหล่านี้จะถูกให้น้ำหนักตามธุรกรรมการค้าขายระหว่างประเทศและทุนสำรอง

นอกจากนั้น วิศิษฐ์ยังคาดถึงมาตรการที่ธนาคารกลางจีนจะออกมาอีก เช่น การอัดฉีดสภาพคล่องผ่านการลดอัตราส่วนเงินทุนสำรองที่กันไว้ที่ภาคธนาคารอีกประมาณ 1% ในช่วงที่เหลือของปี 2558 แต่การลดค่าของเงินหยวนคงจะไม่มากนัก และคงเป็นไปได้ยากที่จะมากกว่า 5-10% เพราะมีดุลบัญชีเกินสะพัดเกินดุล 3% ของจีดีพี และทุนสำรองสูงถึง 3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 35% ของจีดีพี

สำหรับการปรับตัวของประเทศไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจ อาทิ ปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการ สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ อำพน กิตติอำพน เลขาธิการ ครม. เข้าหารือ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการหารือภาพรวม เศรษฐกิจ และการประเมินผลกระทบจากการปรับลดค่าเงินหยวนของจีน  

ด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 ส.ค. อภิรดี ตันตราภรณ์ รมช.พาณิชย์ จะเชิญตัวแทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาหารือเพื่อประเมินสถานการณ์เงินหยวนอ่อนค่าว่าจะส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจและการส่งออกของไทยอย่างไรบ้าง

“ผมไม่อยากให้กังวลมากเกินไป โอกาสที่ดียังมีอยู่ และอยากให้มองในมุมของประโยชน์   เชื่อภาคการส่งออกของไทยยังได้รับผลดีจากการที่จีนปรับลดค่าเงินหยวน และพาณิชย์จะยังดำเนินการตามยุทธศาสตร์เดิม รวมทั้งจะไม่มีการปรับเป้าหมายส่งออกปี 2558 ที่ตั้งเป้าติดลบไว้ระดับ 3%” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการเดินทางไปเยือนจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าสถานการณ์การค้ายังคงปกติ โดยจีนได้กำหนดที่จะเซ็นสัญญาซื้อข้าวจากไทย 1 ล้านตัน ในช่วงกลางเดือน ก.ย.นี้

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า เป้าหมายส่งออกที่ติดลบ 3% หลายตลาดมีการปรับเป้าลดลง เช่น ตลาดอาเซียน ติดลบ 3.1% จากเดิมคาดว่าขยายตัว 3.1% ถ้าแยกออกเป็นรายประเทศ เช่น มาเลเซีย ติดลบ 15% จากเดิมลบ 2% ส่วนจีนยังคงประเมินว่าจะติดลบ 5% เช่นเดียวกับตลาดญี่ปุ่น ส่วนตลาดสหภาพยุโรป ติดลบ 4% จากเดิมเติบโต 2%

ขณะที่ สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน  ส.อ.ท. กล่าวว่า เงินหยวนอ่อนค่าคงจะมีผลกระทบต่อไทยไม่รุนแรงมาก เพราะที่ผ่านมาเงินบาทอ่อนค่าลงโดยเฉลี่ย 8% ใกล้เคียงกับภูมิภาค 

เลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า เงินหยวนอ่อนค่าย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไทย-จีนเป็นคู่ค้าสินค้าเกษตรที่สำคัญ ขณะที่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2558 ส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปจีนติดลบเฉลี่ย 8.99%

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท