
สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นสร้างโอกาส?
ผมเพิ่งเดินทางกลับจากการไปดูงานที่จีนมา แน่นอนว่ากระแสที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจที่กล่าวกันมากที่สุด ก็คือเรื่องเศรษฐกิจจีนและตลาดหุ้นจีนที่ปรับตัวลดลง จนทำให้นักลงทุนชาวจีนที่ขาดทุนหนักอาจจะเครียดถึงฆ่าตัวตาย แต่สิ่งที่ผมอยากจะโฟกัสนั้นเริ่มต้นจากการลดค่าเงินหยวนในหลายวันก่อน แม้ตัวเลขที่ประกาศมา 2% เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ อาจจะดูไม่มาก แต่การเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดของรัฐบาลจีนในหลายๆ เรื่องทำให้คิดในหลายๆ มุมที่เกิดขึ้น?
ผมเพิ่งเดินทางกลับจากการไปดูงานที่จีนมา แน่นอนว่ากระแสที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจที่กล่าวกันมากที่สุด ก็คือเรื่องเศรษฐกิจจีนและตลาดหุ้นจีนที่ปรับตัวลดลง จนทำให้นักลงทุนชาวจีนที่ขาดทุนหนักอาจจะเครียดถึงฆ่าตัวตาย แต่สิ่งที่ผมอยากจะโฟกัสนั้นเริ่มต้นจากการลดค่าเงินหยวนในหลายวันก่อน แม้ตัวเลขที่ประกาศมา 2% เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ อาจจะดูไม่มาก แต่การเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดของรัฐบาลจีนในหลายๆ เรื่องทำให้คิดในหลายๆ มุมที่เกิดขึ้น?
นโยบายของรัฐบาลจีนที่เกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงได้มีการสนับสนุนให้บริษัทในประเทศจีนไม่ว่าเป็นภาคเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ มีการลงทุนในต่างประเทศ สิ่งที่อาจจะซึ่งก็คล้ายๆ กับประเทศญี่ปุ่นในช่วง 20-30 ปีก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ “จีน ณ เวลานี้ไม่มีของถูก” มีแต่คุ้มเงินหรือไม่คุ้มเงิน นี่คือโจทย์สำคัญของประเทศจีนที่ต้องทำต่อก็คือการขายของในราคาไม่ถูกและทำให้คุณภาพดีได้อย่างไร เพราะบางครั้งความเชื่อหรือความเข้าใจของผู้บริโภคก็ยากในการปรับเข้าหากัน
ที่เกริ่นมาอาจจะดูขัดแย้งกันในเชิงของแนวคิดและนโยบายเพราะการเริ่มทำตลาดในช่วงแรกนั้นปฏิเสธไม่ได้ที่จีนจะใช้นโยบายราคา คือ เน้นของที่ราคาถูกและในยุคหนึ่งยังมีความเชื่อว่าเงินหยวนนั้นอ่อนค่ากว่าความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ตัวอย่างดังกล่าวก็น่าจะเป็นสิ่งที่สะท้อนได้ดีถึงการปรับตัวหรือการบังคับให้ปรับตัว ซึ่งเมื่อหันมามองประเทศไทย โดยส่วนตัวผมเองยังยอมรับว่าหนักใจในเรื่องความสามารถในการแข่งขันเพราะนโยบายภาครัฐเราค่อนข้างชัดเจนว่าเราจะไม่แข่งขันที่ราคา ไม่ว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ต้นทุนที่สูงขึ้นในหลายๆ ส่วนประกอบ เช่น ราคาที่ดิน เป็นต้น อีกทั้งตัวช่วยทางภาษีในหลายๆ ด้านไม่ว่าประเด็น GSP หรือ FTA เราก็ไม่ได้เปรียบจากคู่แข่งขันออกจะเสียเปรียบด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน คำถามก็คือเรามีการพัฒนาความสามารถในการแข่งกันเพิ่มมากขึ้นจริงหรือไม่ เพราะมิเช่นนั้นส่งออกที่เราเห็นตัวเลขที่ปรับตัวลดลงเราอาจจะพบกับภาวะเช่นนี้ไปอีกหลายปี!
กลับมามองเรื่องของตลาดหุ้นไทยโดยเฉพาะแนวโน้มระยะสั้น แม้ในช่วงที่ SET INDEX ที่ 1,600 จุด ผมเคยบอกท่านนักลงทุนแล้วว่าหุ้นแพงไปและเป็นไปได้ยากที่จะมีการปรับตัวสูงขึ้น และผมได้ยกตัวอย่างเรื่อง P/E และกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ดูท่าทีจะไม่มีการเพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้ ตัวเลข 1,400 จุด ไม่ใช่เป็นตัวเลขที่เกินความคาดหมายของการคาดการณ์ในช่วงเวลานั้นในช่วงไตรมาสแรก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือแม้เราจะประเมินว่าจุดต่ำของ SET INDEX ควรจะเกิดขึ้นในไตรมาส 3 และตัวเลข SET INDEX ล่าสุดก็มีการปรับตัวลดลงมา แต่เมื่อเทียบกับกำไรบริษัทจดทะเบียนแล้วยังถือว่าน้อยไป!
ประเมินว่าแรงขายสำหรับตลาดหุ้นไทยยังคงเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และยังให้น้ำหนักมีโอกาสต่ำสุด เพียงแต่ไม่มั่นใจจุดต่ำว่าจะเป็นที่ 1,400 จุด
ซึ่งเดิมเคยประเมินไว้ว่าจุดต่ำของ SET INDEX น่าจะเป็นตัวเลข 1,300-1,400 จุด น้ำหนักจึงน่าจะเป็นการปรับตัวต่ำกว่า 1,400 และยิ่งชิด 1,300 เท่าไรความเสี่ยงน่าจะลดลงทันที ซึ่งนั้นหมายความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับใน SET INDEX ในช่วงเวลานี้ อาจจะดูเหมือนน่าตกใจและข่าวร้ายเต็มไปหมด ซึ่งแน่นอนว่าความสอดคล้องกันควรจะเกิดขึ้นมิเช่นนั้น แรงขายของ SET INDEX จะไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจากตัวเลข 1,600 ต้นปีมา 1,500 และมา 1,400 และ ณ ขณะนี้คือการลงช่วงสุดท้ายที่ไม่ควรต่ำกว่า 1,300 เพราะฉะนั้นประเมินว่าแม้ความเสี่ยงที่ร้ายที่สุดก็คือ 1,300 แต่โอกาสที่เราจะเห็นจุดต่ำอาจจะเป็นตัวเลขดังกล่าว หรือแค่ 1,375-1,380, 1,350 บวกลบ หรือ 1,300 บวกลบ แต่สิ่งที่ดีคือบริเวณดังกล่าวควรจะเกิดขึ้นภายในไตรมาส 3 และน้ำหนักจะอยู่ในช่วงเวลาครึ่งหลังของเดือน ส.ค.
หมายเหตุ : สำหรับท่านที่เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นท่านสามารถเข้ามาดูบทวิเคราะห์การลงทุนในตลาดหุ้น หรือติดตามรายการวิเคราะห์หุ้น รวมถึงข่าวสารต่างๆ ได้ที่ www.aekinvestment.com หรือสนใจสมัครสมาชิกโทร.08-1783-8888







