
'ริงกิต'อ่อนกระทบเอสเอ็มอี
มาเลเซียพร้อมปกป้องค่าเงินช่วยเอสเอ็มอี จัด 120 ล้านริงกิต ช่วยผู้ประกอบการ
มาเลเซียพร้อมปกป้องค่าเงินช่วยเอสเอ็มอี จัด 120 ล้านริงกิต ช่วยผู้ประกอบการ
ดาโต๊ะเสรี มุสตาฟา โมฮัมเหม็ด รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมนานาชาติมาเลเซียเปิดเผยว่า รัฐบาลจะช่วยปกป้องค่าเงินริงกิตเพื่อลดผลกระทบต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมถึงให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก
“ยามวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง รัฐบาลก็ให้ความช่วยเอสเอ็มอีและความพยายามนั้นก็จะยังคงดำเนินต่อไป” รัฐมนตรีคนดังกล่าวระบุ
การเปิดเผยดังกล่าว เกิดขึ้นภายหลังจากที่ค่าเงินริงกิตของมาเลเซียอ่อนค่าลงไปสู่ระดับเดียวกับการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เมื่อวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่จีนประกาศปรับลดอัตราอ้างอิงค่าเงินหยวน ก่อนปรับตัวแข็งค่าขึ้น 0.4% เป็น 4.0223 ริงกิต/เหรียญสหรัฐ เมื่อเวลา 15.38 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวเอเอฟพี ระบุว่า ค่าเงินริงกิตอ่อนค่าลงถึง 20% ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
ด้าน ดาโต๊ะ ฮูสนี ซัลเลห์ ประธานบริหาร (ซีอีโอ) ของคณะกรรมการดำเนินงานภูมิปุตรา หน่วยงานช่วยเหลือผู้ประกอบการของมาเลเซีย ได้จัดสรรงบประมาณ 120 ล้านริงกิต (ราว 1,053 ล้านบาท) ให้แก่ศูนย์ออกแบบพัฒนามาเลเซีย (ดีดีอีซี) ธนาคารเอสเอ็มอี และธนาคารเอสเอ็มอีคอร์ปอร์เรชั่นมาเลเซีย เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการ
อย่างไรก็ตาม งบประมาณ 120 ล้านริงกิตดังกล่าว จะจัดสรรให้ธนาคารเอสเอ็มอี 100 ล้านริงกิต เพื่อใช้สำหรับผู้ประกอบการหรือบริษัทที่ต้องการควบรวมกิจการหรือขยายกิจการผ่านการซื้อหลักทรัพย์
ขณะเดียวกัน ดาโต๊ะเสรีวีคาซอง รัฐมนตรีของสำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวว่า เอสเอ็มอีท้องถิ่นควรเตรียมรับมือต่อการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในวันที่ 1 ม.ค. 2016 ได้แล้ว โดยเอสเอ็มอีสามารถใช้ประโยชน์จากเออีซีได้อย่างเต็มที่ และการเปิดเออีซีจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศสมาชิกทั้ง 10
ทั้งนี้ ธนาคารกลางมาเลเซีย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจมาเลเซียในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาขยายตัว 4.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 6.5% โดยเป็นผลมาจากการส่งออกและการบริโภคอ่อนแอ ประกอบกับเรื่องอื้อฉาวของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ที่สร้างความกังวลต่อความไม่แน่นอนทางการเมืองของมาเลเซีย







