
ธปท.ปรับทัพรับดิจิทัล อีก 5 ปีได้โอนเงินเรียลไทม์
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
ท่ามกลางยุคดิจิทัลแบงก์กิ้ง ที่ธนาคารต่างเร่งปรับระบบและผลิตภัณฑ์ไปสู่อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง และโมบายแบงก์กิ้ง เพื่อรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปมากขึ้นนั้น ฝั่งผู้กำกับดูแลอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้เร่งเครื่องพัฒนาแบงก์ไทยสู่ยุคดิจิทัล เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศอีกทางหนึ่งไปพร้อมกัน
ทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การพัฒนาระบบการชำระเงินของไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า (2560-2565) จะมีการพัฒนาเพื่อรองรับยุคเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) มากขึ้น ซึ่งประชาชนผู้ใช้บริการจะได้รับความสะดวกดี ปลอดภัย และใช้บริการในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น โดยต่อไปจะสามารถโอนชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์
“เราปักธงไว้ในอีก 5 ปีข้างหน้า อยากให้ระบบแบงก์กิ้งเป็นระบบที่ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกอุปกรณ์ จากทุกวันนี้ยังไปไม่ถึงระดับนั้น ต่อไปรูปแบบสาขาของธนาคารพาณิชย์จะเปลี่ยนไป ในต่างประเทศเริ่มมีการเปิดสาขาดิจิทัล (Digital Branch) แล้ว และเทรนด์นี้เริ่มเข้ามาไทยแล้ว คาดว่าปีหน้าน่าจะเริ่มได้เห็นในไทยบ้างแล้ว ขณะนี้มีบางธนาคารมาขอปิดสาขา หรือลดสาขาลง เพื่อจะไปทำดิจิทัล บรานช์ แล้ว เพราะปัจจุบัน ธปท.เราไม่ได้บังคับเรื่องรูปแบบสาขาแล้ว เพียงแต่จะเปิดหรือปิดสาขาต้องแจ้งเท่านั้น แค่มีเงินกองทุนเพียงพอและมีระบบดูแลความเสี่ยงที่ดีก็พอ และหากดิจิทัลแบงก์กิ้งสมบูรณ์ต่อไปในอนาคต คนที่ใช้เงินสดอาจถูกพิจารณาเก็บค่าบริการก็เป็นได้” ทองอุไร กล่าว
รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวด้วยว่า การพัฒนาระบบชำระเงินยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำเพิ่ม บางอย่างสามารถทำได้แล้ว เช่น การให้บริการโอนเงินผ่านบัตรเอทีเอ็ม สามารถให้บริการข้ามกันได้หมดทุกธนาคารแล้ว
อย่างไรก็ดี สำหรับระบบการโอนเงินยังไม่ได้เป็นเรียลไทม์ทั้งหมด โดยเฉพาะการโอนเงินจำนวนมาก (Bulk Payment) เพราะธนาคารผู้รับโอนต้องมีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องที่จะจ่ายเงินสดออกไปอีก ซึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 20-30 นาที ก่อนจะจ่ายเงินให้ผู้รับโอนในอีกธนาคารได้ ทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ต้องการใช้เงินทันทียังไม่ได้รับความสะดวก และยังไม่เป็นที่นิยม ขณะเดียวกันการโอนเงินจำนวนมากๆ ผ่านสมาร์ทโฟน และผ่านอินเทอร์เน็ตก็ยังทำไม่ได้ จึงยังต้องพัฒนาต่อไป
“ปัจจุบันการโอนชำระเงินยังไม่เรียลไทม์ขนาดเกิดได้ ทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์ขนาดนั้น เพราะการพัฒนายังไม่ไปถึงจุดสูงสุด แต่ต่อไปในอนาคตระบบจะเกิดการเชื่อมโยงกันได้หมด ไม่ว่าแบงก์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ หรือผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นันแบงก์) และต่อไปจะเปิดบัญชีออนไลน์ได้ หากระบบสามารถเชื่อมโยงเข้ากับข้อมูลภาครัฐเข้าถึงบัตรประชาชนได้ ซึ่งเริ่มเห็นรัฐบาลเตรียมการบ้างแล้ว” ทองอุไร กล่าว
ทั้งนี้ ธปท.ต้องการให้การโอนเงิน ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ใช้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ทั้งหมด ถ้าทำได้ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จะใช้เป็นช่องทางโปรโมทสินค้าได้มากขึ้น เพราะทุกวันนี้ถึงจะโปรโมทสินค้าทางออนไลน์ได้ ตกลงซื้อขายเสร็จแล้วก็ยังต้องเดินไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส หรือแบงก์ เพื่อจ่ายเงินค่าชำระสินค้าอยู่ดีดังนั้น ธปท.จึงอยากพัฒนาให้ก้าวต่อไป และเป็นศูนย์กลางการชำระเงิน (Hub) ของกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (CLMV) ซึ่งหากทำได้จะช่วยให้การค้าของไทยก้าวไปได้อีกมาก
การพัฒนาระบบชำระเงินรองรับยุคดิจิทัลเช่นนี้จะช่วยเศรษฐกิจ คือ ลดต้นทุนของภาคธุรกิจ เป็นช่องทางการกระจายสินค้าของเอสเอ็มอีไปถึงผู้บริโภคได้สะดวกขึ้น เพราะสามารถสั่งซื้อสินค้า ส่งของ และจ่ายชำระเงินได้เลย จากปัจจุบัน ถึงจะซื้อออนไลน์แต่ต้องเดินไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส หรือร้านค้ามีใบเสร็จทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-ticket) แต่ก็ยังต้องไปทำเรื่องขอใบเสร็จดำเนินการด้านภาษีอยู่ เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลต้องยอมรับe-ticket ให้มากขึ้นเพื่อการจ่ายภาษีด้วย เท่าที่ทราบรัฐบาลมีการเตรียมการด้านนี้ไว้บ้างแล้วในยุทธศาสตร์ 5 ด้าน
ขณะที่การปรับปรุงระบบบัตรเดบิตและบัตรเอทีเอ็ม เป็นบัตรฝังชิป (Chip Card) นั้น เริ่มเห็นการปรับปรุงตู้เอทีเอ็มให้รองรับได้ไป 80-90% แล้ว ส่วนการออกบัตรชิปการ์ดทุกธนาคารมีความพร้อมอยู่แล้ว โดยตั้งแต่เดือน พ.ค. 2559 เป็นต้นไป ตู้เอทีเอ็มทุกแห่งต้องรองรับระบบชิปการ์ดได้ และบัตรที่ออกใหม่ต้องเป็นระบบชิปการ์ดเท่านั้น ธปท.จะไม่ผ่อนผันเวลาออกไปให้อีก เนื่องจากได้เตรียมการมา 2 ปีแล้ว และได้เลื่อนจากเดิมครั้งแรกที่จะบังคับใช้ 1 ม.ค.2559 มาเป็นเดือน พ.ค.แล้ว
สำหรับบัตรเก่าที่เป็นระบบแถบแม่เหล็ก คาดว่าจะทยอยหมดไปในเวลาไม่เกิน 3 ปี นับจากปี 2559 โดยปัจจุบันมีบัตรแถบแม่เหล็กอยู่ประมาณ 30 ล้านใบ อย่างไรก็ดี ถึงจะเปลี่ยนมาเป็นชิปการ์ดก็ไม่น่าจะปรับอัตราค่าบริการเพิ่มเติมขึ้นแต่อย่างใด







