
คนไทยสนใจสื่อดราม่า ชี้ทุกเรื่องแฝงการตลาด
ตลอดระยะเวลา 7 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีสื่อดราม่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกครั้งที่เกิดเรื่องดราม่าจะได้รับความสนใจจากบุคคลส่วนใหญ่
ตลอดระยะเวลา 7 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีสื่อดราม่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกครั้งที่เกิดเรื่องดราม่าจะได้รับความสนใจจากบุคคลส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีชื่อเสียงจะได้รับความสนใจจากเรื่องดราม่าเป็นพิเศษ
พิรงรอง รามสูต ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศ ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สื่อดราม่าถือได้ว่าเป็นสื่อที่ได้รับความสนใจจากคนในสังคมไทยมากที่สุดในปีนี้น่าจะเป็นเรื่องของโตโน่ ภาคิน และแตงโม ภัทรธิดา เนื่องจากทุกสื่อให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก เห็นได้จากจำนวนสื่อมวลชนที่เข้าร่วมงานแถลงข่าวของโตโน่ ภาคิน ที่มีมากถึง 150 สื่อ
สำหรับตัวละครในดราม่าสื่อยุคคืนความสุขนี้ ประกอบด้วย ดารานักแสดง นักวิชาการสื่อ ผู้ประกอบการสื่อ องค์กรสื่อ ผู้กำกับดูแลสื่อ กลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสื่อ เช่น นักการเมือง องค์กรอิสระของรัฐ องค์กรวิชาชีพสื่อ และนักวิชาการ
นอกจากจะมีดราม่าในเรื่องของดาราแล้ว เรื่องดราม่าของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลก็เป็นที่ได้รับความสนใจเช่นกัน โดยเฉพาะกรณีที่ พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย ออกมาประกาศขอยกเลิกการออกอากาศในสื่อทีวีดิจิทัล
ขณะเดียวกัน ในด้านขององค์กรที่กำกับดูแลก็ร่วมกรณีสื่อดราม่าเช่นกัน โดยเฉพาะกรณีที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสอาจถูกปรับจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรณีการเสนอข่าวดาวดิน
มานพ แย้มอุทัย ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอดีตอาจารย์ประจำภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาเรื่องของการดราม่า ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย ซึ่งสื่อที่ถูกบีบให้อยู่ในเรื่องของดราม่าส่วนใหญ่จะเป็นสื่อทีวีและสื่อวิทยุ เนื่องจากหน่วยงานที่กำกับดูแลสามารถเข้ามาควบคุมการเสนอสื่อได้
“มีเพียงสื่อหนังสือพิมพ์เท่านั้นที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุด และค่อนข้างจะเป็นอิสระในการเสนอข่าว พร้อมกับสะท้อนภาพที่เกิดขึ้นในสังคม” มานพ กล่าว
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ รองผู้อำนวยการองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) กล่าวว่า ข่าวดราม่าที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะข่าวบันเทิงเท่านั้น ในส่วนของรายการกีฬาก็มีการดราม่าเกิดขึ้นเช่นกัน เห็นได้จากการใช้เงินซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬารายการต่างๆ ของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่มีการแข่งขันกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นคอนเทนต์เดียวที่ผู้ชมให้ความสนใจในการดูถ่ายทอดสด
แต่ที่เห็นจะเป็นสุดยอดราม่ามากที่สุดในรอบปีนี้ คือ กรณีของโตโน่ ภาคิน และแตงโม ภัทรธิดา ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องย้อนกลับมาดูว่า เรื่องดราม่าที่เกิดขึ้นดังกล่าวเกิดจากมีการตลาดเป็นตัวนำ เนื่องจากการแถลงข่าวของโตโน่ ภาคิน สามารถสร้างแบรนด์ของช่องวันให้เป็นที่รู้จักได้ โดยที่ช่องวันไม่ต้องใช้งบการตลาดใดๆ ในการโปรโมท ซึ่งถือว่านักการตลาดของช่องวันเก่งมาก
วันชัย กล่าวต่อว่า ถ้าพูดถึงข่าวทีวี ถ้าย้อนกลับไปเมื่อก่อน 20 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นคอนเทนต์ที่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้ชมเท่าไหร่ แต่หลังจากหลายสถานีโทรทัศน์หันมาให้ความสนใจในการเสนอข่าวรูปแบบต่างๆ มากขึ้น ส่งผลให้ช่วง 20 ปีที่ผ่านมาคอนเทนต์ข่าวเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น ซึ่งช่องที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการเสนอข่าว คือ ช่อง 3 เนื่องจากมีการปรับรูปแบบของการนำเสนอ ด้วยการนำความบันเทิงมาต่อยอดในการทำตลาดร่วมกับคอนเทนต์ข่าวผ่านคอนเซ็ปต์ “ครอบครัวข่าว”
อย่างไรก็ดี เรื่องดราม่าที่เกิดขึ้นดังกล่าวมีสูตรของการเป็นข่าวดราม่าจำนวน 6 ข้อ ประกอบด้วย 1.ตัวละครมีความขัดแย้ง ยิ่งรุนแรงยิ่งดี แต่ไม่ถึงกับเสียชีวิต 2.ทุกข่าวไม่อาจเป็นข่าวดราม่าได้ แต่หากมีต้องเลือกข่าวที่สามารถแย่งชิงพื้นที่ได้ 3.สามารถเปิดประเด็นตามได้ต่อจากคู่ขัดแย้ง 4.คู่กรณีที่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงจะดีมาก 5.ข่าวดราม่าบางข่าว ฝ่ายการตลาดอาจจะมีส่วนในการตัดสินใจ และ 6.พยายามเลือกภาพแคนดิต หรือแอบถ่ายมาใช้จะเป็นดราม่ามากกว่าภาพที่เป็นทางการ
ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. กล่าวว่า กสทช.อยู่มา 4 ปีแล้ว ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวก็อยู่ภายใต้การดูแลของ 2 รัฐบาล โดยในส่วนของก่อนการเกิดรัฐประหารประชาชนลุกฮือ ผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์แต่ละช่องต่างชิงเรตติ้งในด้านของการเสนอข่าว ขณะเดียวกันก็มีสถานีโทรทัศน์บางช่องใช้วิธีการถ่ายทอดสด ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากผู้ชมเป็นอย่างดี
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว สุภิญญา กล่าวว่า กสทช.พยายามหาจุดตรงกลาง จนกระทั่งเกิดรัฐประหาร ซึ่งขณะนี้ กสทช.ก็อยู่ระหว่างการปฏิรูปสื่อด้วยการเปลี่ยนผ่านระบบเป็นทีวีดิจิทัล เนื่องจากการยุติยุคของการขอใบอนุญาตเป็นการสัมปทาน โดยขณะนี้ทีวีดิจิทัลของไทยก็มีทั้งหมด 28 ช่อง ในจำนวนดังกล่าว 24 ช่องเป็นช่องธุรกิจ ส่วนที่เหลือเป็นช่องสาธารณะ มีช่อง 5 ช่อง 11 ไทยพีบีเอส และรัฐสภา นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งช่อง ซึ่งเรียกว่าช่องซูเปอร์ชาแนล คือ ช่องของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
อธึกกิต แสวงสุข คอลัมนิสต์ของนามปาก “ใบตองแห้ง” กล่าวว่า บริบทของสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมามีความขัดแย้งอย่างมาก มีการแบ่งข้าง สิ่งที่เกิดขึ้นมองว่าสื่อควรควบคุมกันเองในด้านของการแข่งขัน ขณะเดียวกันในด้านขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนควรมีหน้าที่ในเรื่องของของการดูแลจรรยาบรรณของสื่อ
เรื่องดราม่าต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ถ้าสื่อและประชาชนให้ความสนใจทุกอย่างก็เป็นเรื่องดราม่าได้เสมอ







