
สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยเดินหน้าหนุนบจ.ต้านโกง-เพิ่มความรู้ลงทุน
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์
มงคล ลีลาธรรม ในฐานะนายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจเพื่อผลักดันให้สมาคมบรรลุเป้าหมาย เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาตลาดทุนไทยให้มีศักยภาพ
มุมมองของเขาสำหรับบทบาทและหน้าที่รวมถึงภารกิจที่ดำเนินการมานั้น ถือว่ามีผลตอบรับจากบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในระดับที่ดีมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของการให้ความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชั่นซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของประเทศและทุกคนตระหนักดีว่าการคอร์รัปชั่นคือต้นทุน คือค่าใช้จ่ายที่บั่นทอนกำไร และบั่นทอนการพัฒนาของประเทศ
ขณะนี้ บจ.ได้เห็นความสำคัญและได้เข้ามาลงนามในความร่วมมือเพิ่มมากขึ้น มี บจ.เซ็นความร่วมมือแล้ว 277 แห่ง เพิ่มจากปี 2557 ที่ 107 บริษัท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 60% ขณะที่ได้รับวุฒิบัตรจากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัท ไทย (IOD) แล้ว 39 บริษัท เพิ่มขึ้น 70% จากปี 2557 ซึ่งอยู่ที่ 12 บริษัท
หากพิจารณาข้อมูลวิจัยจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าที่ทำให้กับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) นั้นพบว่า เงินที่ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกับภาครัฐจะต้องจ่ายเงินเพิ่มพิเศษแก่ข้าราชการ/นักการเมืองที่ทุจริตเพื่อให้ได้สัญญาจะอยู่ที่อัตรา 25-35% แต่ภายหลังจากการรณรงค์และรัฐมีนโยบายต้านคอร์รัปชั่น พบว่า อัตราการจ่ายลดลงต่อเนื่องจากเดือน มิ.ย. 2557 ที่อยู่ที่ 15-25% ลงมาอยู่ที่ 5-15% เมื่อเดือน ธ.ค. 2557 และการจ่ายเงินพิเศษจะมีสัดส่วนประมาณ 5-15% ของวงเงินงบประมาณ ซึ่งถ้าหากสามารถรณรงค์ให้ลดการคอร์รัปชั่นลงได้ก็จะช่วยประหยัดงบประมาณได้ เช่น หากลดได้ 1% ก็จะประหยัดได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
การรณรงค์ไม่ให้ บจ.แจกของชำร่วยในการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นก็ถือว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้น โดยในการประชุมปีนี้มี บจ.ไม่แจกของชำร่วยกว่า 309 บริษัทหรือ 54% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด จากปี 2557 ที่มีเพียง 95 บริษัทหรือ 18% ของบริษัททั้งหมด ซึ่งความพยายามในการรณรงค์นั้นก็เพื่อให้ผู้ถือหุ้นที่เข้าไปประชุม ให้ความสนใจและศึกษาข้อมูลของบริษัทที่เข้าลงทุนอย่างเข้าใจและรู้จริง ไม่ใช่ไปร่วมประชุมเพียงเพื่อรับของชำร่วยเท่านั้น เพราะถ้าหากผู้ลงทุนยังคงให้ความสนใจในเรื่องของแจก ก็ไม่เข้าใจธุรกิจ หรือบริษัทที่เข้าร่วมลงทุนและเป็นผู้ถือหุ้น เพราะเวทีการประชุมผู้ถือหุ้นคือโอกาสที่สำคัญที่ผู้ถือหุ้นจะได้ซักถาม และรู้ข้อมูลทั้งหมด ทั้งจากคณะกรรมการบริษัทหรือจากเจ้าของธุรกิจ ซึ่งหากมีความรู้ความเข้าใจโอกาสของความเสียหายจากการลงทุนก็จะมีความเสี่ยงที่ลดลงมาก
“จริงๆ อยากจะบอกผู้ถือหุ้นว่าของชำร่วยที่ถูกนำมาแจกนั้นคือต้นทุน และค่าใช้จ่ายที่บริษัทจะต้องจ่ายออกมา ซึ่งหากไม่มีต้นทุนในส่วนนี้เงินได้มันก็จะกลับไปเป็นกำไรที่ดีขึ้นของธุรกิจ และสุดท้ายจะสะท้อนในกำไรและราคารวมถึงเงินปันผลที่ผู้ถือจะได้รับนั้นเอง” มงคล กล่าว
การดำเนินการของสมาคมนั้นในเรื่องของการประชุมผู้ถือหุ้นจะผ่านพลังจิตอาสาของอาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น ซึ่งขณะนี้ทางสมาคมมีการจัดอบรมให้ความรู้แก่อาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้นให้เข้าใจ และรู้ประเด็นที่จะซักในที่ประชุม ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าสามารถทำหน้าที่ได้ดีและมีหลายๆ กรณีที่เห็นผลสำเร็จจากการซักและจี้ต่อที่ประชุมของ บจ. และมีการยกเลิกหรือระงับวาระที่ไม่ชัดเจนได้เช่นกัน และแม้ว่าตัวแทนสมาคมจะมีเสียงมีหุ้นน้อยบางครั้งไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลบางอย่างได้ แต่จะสามารถบอกกับบริษัทได้ว่ามีคนจับตาและเกาะติดอยู่ เสียงเล็กๆ จะกลายเป็นเสียงที่ใหญ่ได้
สำหรับการทำหน้าที่ของอาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้นนั้น แม้ว่าจะเสร็จสิ้นการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นแล้วก็ยังมีภารกิจในการไปพบ หรือฟังข้อมูลของ บจ.ต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดได้เข้าไปรับฟังแผนการกอบกู้บริษัท การบินไทย (THAI) และถัดไปจะไปฟังข้อมูลของ สมาคมธนาคารไทยต่อไปเพื่อเสริมความรู้ความเข้าใจ
มงคล กล่าวว่า ในส่วนของหลักสูตร นักลงทุนผู้ทรงคุณวุฒิ (TIIP) ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านการอบรมมาแล้ว 8 รุ่น อยู่ระหว่างจัดอบรมในรุ่นที่ 9 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมในการเรียนกว่า 100 คนแล้ว และจะเห็นว่าผู้ที่เข้าเรียนก็จะขยายวงกว้างมากขึ้น
ทางสมาคมถือว่าเป็นเรื่อง ที่ดีและสำคัญ เพราะหากมีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนก็จะทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นเป็นทางเลือกที่ดีในการสร้างผลตอบแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากที่ล่าสุดได้ลดจาก 50 ล้านบาท เหลือ 25 ล้านบาท และปี 2559 จะลดเหลือแค่ 1 ล้านบาท หากผู้ลงทุนมีความรู้ความเข้าใจก็จะมีแหล่งลงทุนที่ดีได้ แต่ถ้าหากเข้าลงทุนด้วยการขาดความเข้าใจก็จะขยาดจากการลงทุน







