
ประเมิน ‘เกม’ ประมูล4จี ไฉนราคาเต็มที่5หมื่นล้าน
งวดเข้ามาทุกขณะสำหรับการประมูลคลื่นความถี่สำหรับให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 4 (4จี)
โดย...วิทยา ปะระมะ
งวดเข้ามาทุกขณะสำหรับการประมูลคลื่นความถี่สำหรับให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 4 (4จี) ทั้งย่านความถี่ 900 และ 1800 MHz รวมทั้งหมด 4 ใบอนุญาต คือ คลื่น 900 MHz 2 ใบอนุญาตเช่นกันใบละ 10 MHz และ 1800 MHz ใบละ 12.5 MHz อีก 2 ใบ โดยในส่วนของ 1800 MHz จัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะไปแล้ว 2 ครั้ง และ 900 MHz อีก 1 ครั้ง
ราคาขั้นต่ำในการประมูล ในส่วนของคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz มี 2 เงื่อนไข คือ
1) ราคาเริ่มต้นขั้นต่ำ 1.12 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 70% หากมีผู้ประมูลมากกว่าจำนวนใบอนุญาต
2) ราคาถีบตัวขึ้นเป็น 1.6 หมื่นล้านบาท หรือ 100% ทันทีที่มีผู้ประมูลน้อยกว่าหรือเท่ากับใบอนุญาต
การกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว เพื่อป้องกันการฮั้วการประมูล หรือดึงราคาจากการแข่งกันน้อยราย
ขณะที่คลื่นความถี่ 1800 MHz ซึ่งมี 2 ใบอนุญาตก็มี 2 เงื่อนไข คือ 1.เริ่มที่ 1.39 หมื่นล้านบาท (70%) กรณีมีผู้ประมูลน้อยกว่าหรือเท่ากับใบอนุญาต และ 1.98 หมื่นล้านบาท (100%) กรณีมีผู้ประมูลมากกว่าจำนวนใบอนุญาต
งานนี้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คาดการณ์ว่ามูลค่าการประมูลทั้ง 4 ใบอนุญาต อย่างต่ำจะอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท กรณีผู้เข้าประมูลเคาะราคาที่ 70% และ 7.19 หมื่นล้านบาท กรณี 100%
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาบริบทของโอเปอเรเตอร์แต่ละราย อาจเป็นไปได้ว่าเงินที่จะได้จากการประมูลรอบนี้จะเกินราคา 70% ไปไม่มากนัก เพราะหากพิจารณาจำนวนคลื่นความถี่ที่โอเปอเรเตอร์แต่ละรายถือครองอยู่ ในส่วนของเอไอเอสจะมีคลื่น 2100 MHz อยู่ 15 MHz และ 900 MHz ตามสัญญาสัมปทานอีก 17.5 MHz
ขณะที่ทรูมูฟมีคลื่น 2100 MHz อยู่ 15 MHz และคลื่น 850 MHz ตามสัญญาสัมปทานอีก 15 MHz
ดีแทคที่มีคลื่นความถี่ในมือมากที่สุด คือ มีคลื่น 2100 MHz อยู่ 15 MHz คลื่น 1800 MHz ตามสัญญาสัมปทานที่ใช้งานอยู่ 24.5 MHz และไม่ได้ใช้งานอีก 25 MHz รวมถึงคลื่น 850 MHz อีก 10 MHz
ในบรรดาโอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ราย มีเอไอเอสเจ้าเดียวที่ต้องการคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz อย่างยิ่งยวดเนื่องจากกำลังจะหมดสัญญาสัมปทานในเดือน ก.ย.นี้แล้ว
ขณะที่ทรูมูฟและดีแทคยังเหลือสัญญาสัมปทานอีกหลายปี
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทรูมูฟและดีแทคจึงยังไม่มีความจำเป็นมากนักที่ต้องประมูลคลื่นเข้ามาไว้ในมืออีก โดยเฉพาะดีแทคซึ่งถือครองคลื่นไว้มากอยู่แล้ว หากประมูลมาอีกก็จะเข้าเงื่อนไขการจำกัดการถือครองคลื่นความถี่ (Spectrum Cap) ไม่เกินรายละ 60 MHz
ขณะที่ทรูมูฟเอง ความถี่ที่มีอยู่ก็ยังใช้งานไม่เต็ม Capacity ถึงจะประมูลได้มา ก็ยังไม่ได้ใช้
ประเด็นนี้จึงดูเหมือนดีมานด์มีน้อยกว่าซัพพลาย และในเชิงการตลาดลึกๆ แล้ว ทั้งสองรายอาจไม่ต้องการให้ประมูลครั้งนี้ด้วยซ้ำ เพราะหากสัญญาสัมปทานเอไอเอสสิ้นสุดลง ก็จะเป็นโอกาสที่ทั้งสองรายจะแย่งชิงฐานลูกค้าจากเอไอเอส
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในมุมมองความสัมพันธ์กับ กสทช.ทั้งสองราย อาจ “จำใจ” ต้องเข้าร่วมประมูลเพื่อให้มีจำนวนผู้ประมูลมากกว่าใบอนุญาต จะได้เริ่มราคาประมูลที่ 70% ซึ่งหากจับสัญญาณจากเวทีรับฟังความคิดเห็นคลื่น 900 MHz วันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา จะว่ามีเสียงสะท้อนว่าราคาขั้นต่ำประมูล 70% ก็ยังแพงเกินไป
กนกพร คุณชัยเจริญกุล จากกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น ระบุว่า ราคาขั้นต่ำที่ 1.12 หมื่นล้านบาท สูงมาก และราคาที่เหมาะสมอยู่ที่ 7,000 ล้านบาทเท่านั้น
เช่นเดียวกับ อธิป กีรติพิชญ์ จากดีแทค ก็สะท้อนว่าราคายังสูงเกินไป และอยากให้เอาราคาแนะนำที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ประเมินในปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 603 ล้านบาท/MHz มาใช้ประมูลมากกว่า ขณะที่ สุทธิชัย ชื่นชูศิลป์ จากเอไอเอส ไม่ได้แตะประเด็นเรื่องราคาเลย
ทั้งนี้ หากโอเปอเรเตอร์ 2 ราย ยังไม่ต้องการคลื่นความถี่เพิ่ม แต่จำเป็นต้องเข้าร่วมประมูล 3 รายให้ครบเงื่อนไข 70% ทั้งความถี่ 1800 และ 900 MHz จึงเป็นคำถามว่าการแข่งขันด้านราคาจะสูงแค่ไหน
ดังนั้น ความเป็นไปได้มากที่สุดคือ อาจจะเคาะราคาไม่กี่ครั้งพอเป็นพิธี แล้วเอไอเอสและทรูได้ใบอนุญาตไป ส่วนดีแทคไม่จำเป็นต้องได้ เพราะได้มาก็จะเกิน 60 MHz ทันที และเงินที่รัฐจะได้เกิน 70% เพียงเล็กน้อย แต่ไม่ถึง 100% หรือราวๆ 5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น จากราคาเต็ม 100% ซึ่งจะตกประมาณ 7.19 หมื่นล้านบาท
ต้องจับตาดูวันประมูลจริงพ.ย.ว่าจะเป็นเช่นนี้หรือไม่?







