
ฟรีวีซ่า-เลือกตั้ง-จ๊าดอ่อน จับทิศวิกฤต-โอกาสเมียนมา
การยกเว้นการตรวจลงตรา (วีซ่า) สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
การยกเว้นการตรวจลงตรา (วีซ่า) สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา ผ่านท่าอากาศยานนานาชาติ ระหว่างไทย-เมียนมา จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันนี้ (11 ส.ค.) ทำให้หลายฝ่ายคาดหวังว่าอาจนำมาสู่โอกาสธุรกิจและการค้ามากขึ้น แต่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปลายปีนี้ ยังคงเป็นคำถามสู่ภาคเอกชน ว่าจะมั่นใจถึงโอกาสธุรกิจและการค้านั้นได้มากน้อยเพียงใด
บูรณ์ อินธิรัตน์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงย่างกุ้ง เล่าว่า การเปิดฟรีวีซ่าระหว่างไทย-เมียนมาครั้งนี้ จะครอบคลุมการเดินทางทางอากาศเท่านั้น เนื่องจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยังเป็นห่วงเรื่องความมั่นคง เช่น แรงงานลักลอบ การขนส่งสินค้าผิดกฎหมายและสินค้าไม่พึงประสงค์ข้ามชายแดน ไทยจึงขอให้ฟรีวีซ่าเพียงทางอากาศก่อน โดยอนุญาตให้พำนักในประเทศเป็นเวลา 14 วัน ส่วนทางบกและทางเรือต้องรอพิจารณาต่อไป
ทั้งนี้ ฟรีวีซ่ายังอาจไม่ได้ช่วยเพิ่มยอดการค้าระหว่างไทย-เมียนมาอย่างเป็นรูปธรรมนักในปีนี้ เนื่องจากมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามากระทบ เช่น การเลือกตั้งใหม่ปลายปีนี้ทำให้รัฐบาลปัจจุบันของเมียนมาชะลอการใช้จ่ายเงินในโครงการต่างๆ ลง ค่าเงินจ๊าดอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ 1,200 จ๊าด/เหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ผู้นำเข้าชาวเมียนมาชะลอสั่งซื้อสินค้าหลายประเภทจากไทย
อย่างไรก็ดี เมียนมายังถือเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจดี น่าสนใจสำหรับนักลงทุน ภาพรวมมูลค่าจีดีพีเมียนมาอยู่ที่ 6.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตอยู่ที่ 7.8%
“กรมศุลกากรเมียนมาประกาศไว้ว่า ปีนี้เมียนมาจะลดภาษีเป็น 0% ได้มากถึง 93% ของรายการสินค้านำเข้า ถือว่าเดินเร็ว และเป็นประโยชน์ต่อนักธุรกิจไทยเพราะจริงๆ เมียนมาได้รับยกเว้นให้ทยอยลดภาษี 0% ช้ากว่านี้ได้”
ขณะที่ สรศักดิ์ กีรติโชคชัยกุล นายกสมาคมนักธุรกิจไทยในเมียนมา วิเคราะห์ว่า ฟรีวีซ่าน่าจะทำให้กลุ่มคนมีเงินของเมียนมาเดินทางเข้ามาใช้จ่ายในไทยมากขึ้น เพราะสมัยที่ยังไม่มีฟรีวีซ่า สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ยังต้องออกวีซ่าให้แก่ชาวเมียนมาถึงวันละ 1,000 คน และมีคนที่มายื่นขอแต่ดำเนินการไม่ทันอีกวันละนับร้อยคน โดยกว่า 90% เป็นนักท่องเที่ยว
“คนไทยเองก็มาเมียนมาได้ง่ายขึ้น เข้าออกได้ง่ายขึ้น เข้ามาก็ไม่ต้องเสียค่าวีซ่า ก็น่าจะดึงดูดให้คนทั้งมาเที่ยวและมาลองหาโอกาสธุรกิจในเมียนมามากขึ้น”
ทั้งนี้ เมียนมาเหมือนไทยเมื่อราว 30 ปีก่อน กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน การก่อสร้าง ที่อยู่อาศัย โทรคมนาคม น่าจะมีโอกาสสูงมาก
สำหรับเอสเอ็มอีอาจจะลำบากกว่ารายใหญ่ในกลุ่มข้างต้น เนื่องจากยังหาข้อมูลได้ค่อนข้างยาก อาจเข้ามาร่วมกับสมาคมต่างๆ รวมถึงสมาคมนักธุรกิจไทยในเมียนมา เพราะสมาคมจะมีข้อมูลมาร่วมแบ่งปันให้แก่สมาชิก
สรศักดิ์ ย้ำว่า แม้กฎหมายลงทุนฉบับใหม่ของเมียนมาจะมีกฎหมายลูกออกมาเรื่อยๆ แทบทุก 6 เดือน แต่หากสนใจจะลงทุนเมียนมา ต้อง “อย่ารอ” เพราะปัจจุบัน ทั้งสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศต่างๆ จากสหภาพยุโรปก็ทยอยเข้ามาแล้ว หากเข้ามาช้า มัวแต่รอกฎหมาย รอการเลือกตั้ง ก็อาจจะไม่ทันคนอื่นที่เขาเข้ามาก่อน
“หลังการเลือกตั้งก็น่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ธุรกิจที่สนใจจะลงทุน จึงไม่ควรรอช้า การเข้ามาตั้งโรงงานในเมียนมาโดยตรงช่วยลดทั้งต้นทุนโลจิสติกส์ และลดความเสี่ยงกรณีส่งสินค้าจากไทยจะผ่านด่านเมียนมาแล้วเจอปัญหาที่ชายแดนของเขา จนทำให้การขนส่งสินค้าขาดตอน ผู้บริโภคหันไปใช้แบรนด์สินค้าจากประเทศอื่น”
อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองอีกมุมหนึ่งว่า ค่าเงินจ๊าดที่อ่อนตัวลงน่าจะไม่กระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยในระยะยาวมากนัก เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนเมียนมายัง “ต้องกินต้องใช้”
“เศรษฐกิจของเขาที่โตวันโตคืน ประกอบกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือเอฟดีไอ ไปลงที่เมียนมาสูงมาก เพราะฉะนั้นสินค้าและวัตถุดิบที่เขาผลิตเองไม่ได้ ยังไงก็ยังต้องนำเข้าจากไทยและประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ อยู่ดี เรื่องนี้น่าจะช่วยทดแทนค่าเงินจ๊าดของเขาที่อ่อนตัวลงได้”







