
ลุ้นญี่ปุ่นทำถนนทวาย8เลน
เนด้าคาดไอทีดีเดินหน้าพัฒนาทวายเฟสแรกเร็วๆ นี้ ลุ้นญี่ปุ่นช่วยผุดถนน 8 เลน
เนด้าคาดไอทีดีเดินหน้าพัฒนาทวายเฟสแรกเร็วๆ นี้ ลุ้นญี่ปุ่นช่วยผุดถนน 8 เลน
นายเนวิน สินสิริ ผู้อำนวยการ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) หรือเนด้า เปิดเผยว่า คาดว่าบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ไอทีดี) จะเริ่มดำเนินการพัฒนาสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรมทวายเฟสแรกในเร็วๆ นี้ หลังจากได้ลงนามในสัญญาสัมปทานโครงการทวายระยะแรกกับคณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายของเมียนมา เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ สัญญาสัมปทานครอบคลุมการพัฒนาสาธารณูปโภค เช่น ถนน 2 เลน โรงไฟฟ้า ท่าเรือขนาดเล็ก โทรคมนาคม อาคารที่พักอาศัย และสถานีจ่ายก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น คาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมทั้งหมดประมาณ 1.6-1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5 หมื่นล้านบาท โดยจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 8 ปี
“คาดว่าการพัฒนาเส้นทางถนนเชื่อมระหว่างนิคมทวายฝั่งเมียนมาเข้ามายังด่านบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี จะใช้เส้นทางตามแนวถนนเดิมจะใช้เงินลงทุน 4,500 ล้านบาท เป็นเงินที่รัฐบาลไทยปล่อยกู้แก่รัฐบาลเมียนมา” นายเนวิน กล่าว
ขณะเดียวกัน ทางญี่ปุ่นกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในอนาคตที่จะขยายถนนเพิ่มจากที่ทางไอทีดีได้รับสัมปทานในช่วงแรกเป็น 4 หรือ 8 เลน และทำทางรถไฟ เพื่อรองรับการขยายตัวของเส้นทางคมนาคมขนส่งเส้นทางดังกล่าวในอนาคต
สำหรับประเด็นที่มีผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมไทยสนใจพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่บ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี ซึ่งอยู่ในแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนระยะที่ 2 ของไทยนั้น นายเนวิน เห็นว่า จะเป็นการส่งเสริมการพัฒนาทวายไปในตัว ไม่ได้เป็นคู่แข่งกัน โดยเป้าหมายของโครงการร่วมพัฒนาทวายคือ การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (อีสต์-เวสต์ คอร์ริดอร์ส)
“การที่มีคนกังวลว่าการพัฒนานิคมฝั่งไทยจะส่งผลกระทบทางลบต่อแผนทวายนั้น น่าจะเป็นประเด็นที่แรงงานเมียนมาข้ามมาทำงานฝั่งไทยมากกว่า ทั้งนี้ มีหลายปัจจัยที่ทำให้ไทยกับเมียนมาจำเป็นต้องร่วมมือกันพัฒนานิคมทวายให้เกิดขึ้น และการทำเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเชื่อมกันก็ต้องการให้มีการเชื่อมโยงกันมากขึ้น บางอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นก็ไปทำในฝั่งเพื่อนบ้าน ก่อนส่งกลับมาประกอบหรือส่งออกในฝั่งไทย” นายเนวิน กล่าว
ด้าน นายนิยม ไวยรัชพานิชรองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.กาญจนบุรี จะส่งผลดีในแง่การเชื่อมโยงและสนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรมทั้งฝั่งไทยและทวาย เช่น การหาวัตถุดิบ การขนส่ง และการผลิตเพื่อส่งออก แต่อาจมีผลกระทบทางลบต่อแผนพัฒนาทวาย เนื่องจากอาจทำให้นักลงทุนไทยและต่างชาติมีทางเลือกเพิ่มขึ้น และสนใจลงทุนในทวายน้อยลง
สำหรับความคืบหน้าของเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนในเฟสแรก 5 จังหวัดนั้น คาดว่า ภายในเดือน ก.ย.นี้ จะมีความชัดเจนเรื่องสิทธิประโยชน์และการแก้ปัญหาผังเมืองมากขึ้น รวมถึงงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และตั้งแต่เดือน ต.ค.เป็นต้นไป จะเห็นสัญญาณการลงทุนชัดขึ้น







