
ฝนมาอย่านอนใจ ลุ่มเจ้าพระยาแล้งยาว 2 ปี
แม้ว่าในช่วง 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา จะมีปริมาณฝนตกหนักในประเทศไทยมากขึ้น
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
แม้ว่าในช่วง 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา จะมีปริมาณฝนตกหนักในประเทศไทยมากขึ้น ส่งผลให้ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งทุเลาลงบ้าง แต่ปรากฏว่าปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่ที่จ่ายน้ำให้พื้นที่เกษตรกรรมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยายังอยู่ในระดับวิกฤต
ล่าสุดวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา เขื่อนหลัก 4 แห่ง มีปริมาณน้ำกักเก็บในระดับต่ำ โดยเขื่อนภูมิพล มีน้ำใช้การได้จริง 319 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็น 2% ของปริมาณกักเก็บ เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำใช้การได้จริง 598 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 6% เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีน้ำใช้การได้จริง 117 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 13% และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีน้ำใช้การได้จริง 68 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 7%
ทว่าหากเปรียบเทียบกับระดับน้ำใช้การได้ในช่วงนี้ของปี 2558 จะพบว่าต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2556 ประมาณ 6% และต่ำกว่าปี 2557 ประมาณ 2% ในขณะที่ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนก็น้อยกว่า โดยเฉพาะเขื่อนสิริกิติ์มีน้ำไหลเข้า 24.51 ล้าน ลบ.ม./วัน เทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 2 ปีก่อนที่น้ำไหลเข้าเขื่อน 33 ล้าน ลบ.ม./วัน
“จากปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้คาดว่าเมื่อสิ้นฤดูฝนปีนี้หรือในช่วงวันที่ 30 ต.ค. 2558 จะมีปริมาณน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาน้อยไม่ต่ำกว่า 5,400-5,900 ล้าน ลบ.ม. จากเดิมที่คาดว่าจะมีน้ำใช้การได้ประมาณ 3,900 ล้าน ลบ.ม. แต่ปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นจะไม่เพียงพอต่อการทำนาปรังฤดูกาลใหม่หรือช่วงวันที่ 1 พ.ย. 2558-เม.ย. 2559 ที่จะถึงนี้” เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน ประเมิน
เลิศวิโรจน์ ย้ำว่า หากพิจารณาวงรอบการกักเก็บน้ำของอ่างเก็บน้ำพบว่า อ่างเก็บน้ำที่แห้งอยู่ในระดับปัจจุบันนี้ หากจะสะสมน้ำให้เพียงพอกับการปลูกข้าวนาปรังและไม่เกิดวิกฤตในปีถัดไป จะต้องใช้เวลาสะสมน้ำประมาณ 2-3 ปี
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการคาดการณ์ของเลิศวิโรจน์ แตกต่างกับคณะอนุกรรมการประมวลและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ ที่มีการประเมินข้อมูลเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ว่า ร่องมรสุมที่พาดผ่านบริเวณภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนขยับสูงขึ้น ส่งผลให้ระหว่างวันที่ 10-12 ส.ค. 2558 จะมีฝนตกบ้างเล็กน้อย ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่จะไหลเข้า 4 เขื่อนหลักที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยายังอยู่ในเกณฑ์น้อย และเขื่อนยังมีภาระต้องระบายน้ำออก 18 ล้าน ลบ.ม./วัน
แต่คาดว่าเมื่อสิ้นฤดูฝนจะมีน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลัก เพียง 3,900 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเป็นระดับที่วิกฤตไม่ต่างจากปีนี้
เพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตภัยแล้งที่จะรุนแรงในปีหน้า ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันที่จะเดินหน้าเสนอโครงการปรับโครงสร้างการปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 1 แสนบาท/ครัวเรือน เพื่อจูงใจให้ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย จากปัจจุบันที่มีการใช้น้ำเพื่อการเกษตร 60% ของปริมาณน้ำใช้การได้
“น่าจะเสนอเรื่องเข้า ครม.ได้เร็วนี้ แต่ก็ไม่ถือว่าช้าเกินไป เพราะโครงการจะเริ่มใช้ในการผลิตหลังฝน โดยเราหวังว่าจะลดการทำนาเหลือปีละ 1 ครั้งและได้ข้าวที่ดีที่สุด ทั้งปริมาณและคุณภาพ ส่วนพื้นที่ที่เหลือจะนำไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย หรือปุ๋ยพืชสดที่จะช่วยปรับปรุงดินให้เกษตร” ปีติพงศ์ กล่าว
ในขณะที่กรมชลประทานได้จัดทำโครงการจ้างงานในช่วงภัยแล้ง โดยเฉพาะการจ้างงานเพื่อปรับปรุงแหล่งน้ำต่างๆ และในปีงบ 2559 ได้เสนอขอรับการจัดสรรงบ 3.8 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำในโครงการชลประทานขนาดใหญ่ 9 โครงการ พัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง 60 โครงการ พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก 173 โครงการ โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 3 แสนไร่ และเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บได้ 196 ล้าน ลบ.ม.
ด้าน ไพรัช หวังดี รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เนื่องจากคาดว่าสถานการณ์น้ำจะไม่ปกติต่อเนื่อง 1-2 ปี กรมจะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชฤดูแล้งที่ใช้น้ำน้อย เช่น การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 6.5 แสนไร่ และถั่วเหลือง หรือถั่วเขียว 6-7 แสนไร่ โดยจะมีเอกชนผู้ผลิตอาหารสัตว์มารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรต่อไป
แม้สถานการณ์ภัยแล้งจะคลี่คลายลงบ้างแล้วในช่วงนี้ แต่อย่าเพิ่งนอนใจ เพราะลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยายังต้องเจอวิกฤตภัยแล้งรุนแรงไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี







