posttoday
เดิมพัน กฟผ. โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

เดิมพัน กฟผ. โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

10 สิงหาคม 2558

เปิดรับยื่นและเปิดซองประกวดราคา (Bid Opening Date) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะเกิดขึ้นได้ทันที เพราะยังมีเสียงทักท้วงให้ชะลอการประมูลออกไป

เปิดรับยื่นและเปิดซองประกวดราคา (Bid Opening Date) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะเกิดขึ้นได้ทันที เพราะยังมีเสียงทักท้วงให้ชะลอการประมูลออกไป

จากนี้ไปบทบาทหน้าที่สำคัญของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คงต้องเพิ่มความเข้มข้นกับการทำความเข้าใจกับภาคประชาชนและภาคสังคมต่อความจำเป็นในการมีโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ใน 14 จังหวัดภาคใต้

โพสต์ทูเดย์ได้สัมภาษณ์พิเศษ “สหรัฐ บุญโพธิภักดี” รองผู้ว่าการฝ่ายกิจการสังคม ในฐานะโฆษก กฟผ. ในเรื่องนี้สหรัฐยืนยันว่า กฟผ.ต้องเดินหน้าทำความเข้าใจกับประชาชนทั้งในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าและนอกพื้นที่ในคราวเดียวกัน ทั้งที่โรงไฟฟ้ากระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ซึ่งยอมรับเคยโดนต่อว่ากับแผนประชาสัมพันธ์ยังไม่เข้มแข็ง ก็ขอน้อมรับไว้เพื่อปรับปรุง

สหรัฐ บอกว่า การทำความเข้าใจกับประชาชน จ.กระบี่ คงไม่ใช่แค่เฉพาะในพื้นที่ใกล้โรงไฟฟ้าเท่านั้น แต่ต้องรวมไปถึงคนในเมืองด้วย ต้องสื่อสารให้มากขึ้น ที่ผ่านมา กฟผ.ทำตามกติกา คือ การลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนเฉพาะในรัศมี 5 กม.ของที่ตั้งโรงไฟฟ้า แต่แผนประชาสัมพันธ์จากนี้ไป จะต้องครอบคลุมพื้นที่ให้มากกว่านั้น

ล่าสุด ก็ได้นำไปใช้กับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา โดยเชิญประชาชนทั้ง อ.เทพา มาร่วมรับฟังความเห็น จากเดิมที่กำหนดพื้นที่เฉพาะ 5 กม.ก็จะมีประชาชนแค่ 3-4 ตำบลเท่านั้น

สหรัฐ กล่าวว่า ตอนนี้ในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ อยู่ในกระบวนการการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ส่วนโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วนั้นจะสรุปข้อมูลส่งกลับไปพิจารณาเช่นกันในเร็วๆ นี้

ขณะที่ข้อเสนอของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ให้ถอนอีเฮชไอเอนั้น รองผู้ว่าการ กฟผ. บอกว่า กฟผ.ยังเดินไปตามกระบวนการเดิม แม้จะเปิดให้มีการประมูลผู้รับเหมาโครงการไปแล้ว แต่ในหลักการก็ต้องรอรายงานอีเฮชไอเออนุมัติก่อน

“ถ้าระหว่างนี้ คชก.ไม่อนุมัติ โครงการนี้ก็ต้องหยุดลง กฟผ.ไม่สามารถทำอะไรต่อได้ แต่ที่ต้องเปิดประมูลควบคู่กันไป เพราะเกรงว่าจะกระทบกับความเชื่อมั่น การเปิดขายซองไปแล้ว หากไปยกเลิก ในขณะที่บริษัทส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติทั้งนั้น แม้จะมีข่าวเรื่องการคัดค้าน แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปออกมา ถ้าหน่วยงานรัฐไปยกเลิกกระบวนการประมูลระหว่างทาง จะเกิดผลเสียมากกว่า เรื่องนี้ต้องขอความเห็นใจด้วย ไม่ใช่ว่า กฟผ.นึกอยากจะทำก็ทำ อยากหยุดก็หยุด” สหรัฐ กล่าว

สำหรับข้อกังวลในประเด็นผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้มีการระบุในสเปกซองประกวดด้านเทคนิคไว้ชัดเจนว่า เทคโนโลยีที่ใช้เป็นระบบเผาไหม้และหม้อไอน้ำ Ultra supercritical สามารถผลิตพลังงานได้ 42-45% เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีแบบเดิม ทำให้ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง ในการผลิตไฟฟ้า และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 20% ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และสหรัฐ ใช้กันอยู่

ขณะที่การกำจัดมลภาวะโลหะหนักที่เกิดจากการเผาไหม้ คือ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และสารหนู จะติดตั้งอุปกรณ์กำจัด 4 ตัว คือ เครื่องดักจับก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน อุปกรณ์ดักจับไอปรอทแบบฉีดผงถ่านกัมมันต์ อุปกรณ์ดักจับแบบไฟฟ้าสถิต และเครื่องดักจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์แบบเปียก ซึ่งมีประสิทธิภาพในการดักจับไม่น้อยกว่า 90% และทำให้ค่าอัตราการระบายมวลสารจากปล่องโรงไฟฟ้าดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด จึงขอให้มีความเชื่อมั่นกับระบบการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อม

ส่วนที่กลุ่มผู้คัดค้านได้นำตัวเลขปริมาณมวลสารที่ระบายจากโรงไฟฟ้าที่แตกต่างกันนั้น ต้องชี้แจงว่า ตัวเลขที่ผู้คัดค้านนำมาแสดง ทำให้เห็นว่ามีมวลสารออกมาจำนวนมาก ต่างจากที่ กฟผ.ชี้แจงนั้น เพราะเป็นการคำนวณจากการนำถ่านหินมาเผาไหม้ โดยที่ไม่ได้ผ่านระบบดักจับที่ กฟผ.ออกแบบไว้

ในมุมของประโยชน์ที่ประชาชนในพื้นที่จะได้รับหากมีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นก็คือ แผนการพัฒนาพื้นที่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้า สหรัฐ ชี้แจงว่า ตามระเบียบจะต้องตั้งกองทุนพัฒนารอบโรงไฟฟ้า ระหว่างการก่อสร้าง 4 ปี จะได้รับจัดสรรเงิน 160 ล้านบาท หรือคิดในอัตรา 5 หมื่นบาท/เมกะวัตต์ หลังจากนั้นจะมีรายได้จากการผลิตไฟฟ้าหน่วยละ 2 สตางค์ คิดเป็นเงินประมาณ 120 ล้านบาท ตลอดอายุโรงไฟฟ้า 30 ปี รวมเป็นเงิน 3,600 ล้านบาท

เงินตรงนี้จะนำไปใช้พัฒนาพื้นที่ได้ต่อเนื่อง โดย กฟผ.มองไปถึงว่า ในอนาคตเป็นไปได้หรือไม่ที่จะสร้างโรงพยาบาลขนาด 100 เตียง ที่อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ไม่ต้องเดินทางไปรักษาพยาบาลที่ อ.เมือง ซึ่งน่าจะใช้เงิน 500-600 ล้านบาท โดยสามารถนำเงินกองทุนมาบริหารจัดการได้ แม้ว่ากองทุนจะมีรายได้เข้ามาปีละ 120 ล้านบาท แต่ กฟผ.สามารถนำเงินไปลงทุนให้ก่อนก็ได้

ด้านการสร้างอาชีพและจ้างงานในระหว่างก่อสร้างโรงไฟฟ้า จะต้องใช้คนกว่า 3,000-4,000 คน ในช่วงระยะเวลา 4 ปี และหลังจากนั้นจะมีการจ้างพนักงานประจำอื่นๆ นอกจากวิศวกร เป็นคนในพื้นที่ประมาณโรงละ 60-80 คน ส่วนเทพาน่าจะมากกว่า 160 คน ช่วงการก่อสร้าง ซึ่งจากการรับฟังความเห็น ได้รับข้อเสนออยากให้มีการจ้างงานคนในพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก ก็พร้อมนำมาพิจารณา

สหรัฐ ย้ำว่า หากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่เกิดขึ้นไม่ได้ กระทรวงพลังงานคงต้องมีการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศกันใหม่ โดยเฉพาะเป้าหมายที่ต้องการลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติจากปัจจุบัน 67% ให้เหลือ 30% ในช่วงปลายแผนปี 2579 คงเกิดขึ้นไม่ได้ อนาคตต้องกลับไปใช้ก๊าซในรูปของก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่ ปตท.นำเข้ามา มีราคาแพงกว่าก๊าซในอ่าวไทย 2 เท่าตัว

ท้ายสุดก็ต้องมีผลต่อค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชน

ในขณะที่ภาคใต้ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวถ้าไม่มีโรงไฟฟ้าในพื้นที่ตัวเองเนื่องจากอัตราการเติบโตของการใช้ไฟฟ้ามีการเติบโตทุกปีเฉลี่ย 4-5% ซึ่งความจำเป็นของการตั้งโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่กระบี่ กำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา 2,200 เมกะวัตต์ ก็เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้

ดังนั้น ถ้าโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นไม่ได้จริงๆ แผนรองรับคงต้องใช้การเพิ่มกำลังไฟฟ้าที่ดึงจากส่วนกลางมาเท่านั้น เพราะการซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซีย และโรงไฟฟ้าจะนะ ที่ใช้ก๊าซไม่สามารถเพิ่มได้แล้ว ส่วนจะใช้แอลเอ็นจีที่โรงไฟฟ้ากระบี่แทนถ่านหิน จะมีปัญหามากกว่าเดิม เพราะต้องใช้เรือขนาดใหญ่ขนาด 1 แสนตัน ใหญ่กว่าเรือขนถ่านหินที่มีขนาดแค่ 1 หมื่นตัน มากมาย

สหรัฐ กล่าวในตอนท้ายว่า ทางออกของโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่ จ.กระบี่ และสงขลา จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลที่จะมองความจำเป็นของเรื่องในมุมไหน ระหว่างการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศกับข้อกังวลจากกลุ่มผู้ค้านในเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท