
อิตาเลียนไทยตีปีก มั่นใจก่อสร้างปลายปีคึก
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
กำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้นของบรรดารับเหมาก่อสร้างแล้ว เมื่อรัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงท้ายปีนี้ด้วยงบประมาณกว่า 1 ล้านล้านบาท ผ่านโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่จะใช้เป็นแรงสำคัญตัวหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
เปรมชัย กรรณสูต กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือ ITD กล่าวว่า ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ในวงการก่อสร้างไทยที่มีอยู่ 3 รายใหญ่ ได้แก่ อิตาเลียนไทย ช.การช่าง และ ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ซึ่งสามารถรับงานก่อสร้างมูลค่าระดับหมื่นล้านบาทขึ้นไปนั้นจะได้รับอานิสงส์จากภาครัฐ ที่เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเปิดประมูลงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่เน้นไปยังภาคคมนาคม ไม่ว่าจะเป็น โครงการไฟฟ้าส่วนต่อขยาย และสายใหม่หลายสาย โครงการรถไฟไทย-จีน โครงการสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 ถือเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
“เวลานี้โครงการเมกะโปรเจกต์นั้นกำลังเดินหน้า เห็นได้จากภาครัฐกำลังเร่งผลักดันให้เกิดขึ้น โดยจะต้องทำให้เกิดการประมูลขึ้นจริง ซึ่งที่ผ่านมาการประมูลงานใหม่ออกมาไม่รวดเร็ว เนื่องจากเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ต้องการความรอบคอบและชัดเจนในแต่ละโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้น” เปรมชัย กล่าว
สำหรับงานก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ถือเป็นงานที่บริษัทมีความชำนาญ เนื่องจากใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างที่สูง จึงจะได้เห็นบริษัทเข้าร่วมประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐทุกโครงการ ขณะที่งานก่อสร้างของภาคเอกชนนั้นก็ให้ความสำคัญถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญ ในยามที่งานภาครัฐยังไม่ออกมา ภาคเอกชนนั้นยังรองรับได้ ปัจจุบันสัดส่วนของการรับงานจึงอยู่ที่ 50:50 และยังคงไว้ที่สัดส่วนใกล้เคียงกันนี้
ขณะที่โครงการขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ คือโครงการทวาย ที่ได้ลงนามในข้อตกลงตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดถึง 8 เท่า ปัจจุบันเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น หลังจากล้มลุกคลุกคลาน เพราะความล้มเหลวในการระดมทุนของตัวบริษัท ผนวกกับปัญหาทางการเมืองในประเทศทำให้โครงการต้องชะลอออกไป
ทั้งนี้ ล่าสุดโครงการดังกล่าวถูกหยิบยกออกมาดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรมอีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ITD และคู่สัญญากลุ่มธุรกิจร่วมทุนภายใต้บริษัทที่จดทะเบียนในประเทศเมียนมา (Project Companies) ได้ลงนามในสัญญาสัมปทานโครงการทวายระยะแรกกับคณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei Special Economic Zone Management Committee) ของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อดำเนินการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและระบบสาธารณูปโภคต่างๆ รวมพื้นที่ 27 ตารางกิโลเมตร มูลค่าลงทุน 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ
การลงนามดังกล่าวประกอบด้วยสัญญาสัมปทานดังนี้ 1.นิคมอุตสาหกรรมระยะแรกและถนน 2 ช่องทาง เชื่อมต่อโครงการทวายสู่ชายแดนประเทศไทย ที่บ้านน้ำพุร้อน จ.กาญจนบุรี 2.ท่าเรือขนาดเล็ก 3.เขตที่อยู่อาศัย (Township) 4.อ่างเก็บน้ำและระบบประปา 5.โรงไฟฟ้า (Boil-off Gas and Temporary Power Plants) 6.โรงไฟฟ้า (Combined-Cycle Power Plant) 7.ระบบโทรคมนาคมผ่านสาย
นอกเหนือจากพื้นที่การพัฒนาทั้งหมด 27 ตารางกิโลเมตรที่กล่าวไว้ข้างต้น บริษัทฯ ยังได้รับสิทธิในการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเพิ่มเติมต่างหากอีก 8 ตารางกิโลเมตร รวมเป็นพื้นที่ขายประมาณ 1.6 หมื่นไร่ โดยใช้เวลาพัฒนาทั้งหมด 8 ปี ในส่วนของสัญญาสัมปทานของโครงการ LNG Terminal อยู่ในระหว่างการเจรจากับคณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และหน่วยงานของรัฐบาลเมียนมาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้
สัญญาสัมปทานทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การกำกับของ Myanmar Special Economic Zone Law ซึ่งมีระยะเวลาสัมปทาน 50 ปี และสามารถขยายระยะเวลาได้อีก 25 ปี โดยพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจะแบ่งเป็น 4 แปลง
อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทฯ จะดำเนินการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะเปิดให้ผู้ประกอบการเข้าจองได้ทันที ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพลังงานและชิ้นส่วนยานยนต์ โดยสามารถเข้าใช้งานในพื้นที่ภายในปลายปี 2559
“ประโยชน์สำคัญของโครงการระยะแรกของเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายนั้น จะเป็นฐานการผลิตใหม่ของผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยจะเป็นฐานอุตสาหกรรมในการส่งออกทางทะเลสู่มหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามัน และสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังอีสเทิร์นซีบอร์ดและสู่ทะเลจีน” เปรมชัย กล่าว
เปรมชัยประเมินว่าจะมีการพัฒนาพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมทวายปีนี้ได้ 700 ไร่ ซึ่งจะมีการโอนให้กับลูกค้าได้ภายในปีหน้า ราคาขายที่ดินพร้อมการเตรียมระบบสาธารณูปโภคให้จะอยู่ที่ 3 ล้านบาท/ไร่ รวมแล้วบริษัทฯ จะรับรู้รายได้ขายที่ดินประมาณ 2,000 ล้านบาท และคาดว่าปีหน้าจะมีการพัฒนาที่ดินเพิ่มขึ้น ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะอยู่ที่ 3,000 ไร่ โดยราคาขายยังอยู่ที่ 3 ล้านบาท/ไร่ และบริษัทฯ มั่นใจว่าจะขายพื้นที่ได้ครบ 1.6 หมื่นไร่ภายใน 8 ปี
ขณะนี้มีสถาบันการเงินให้วงเงินกู้แล้ว 50% ของเงินลงทุนทั้งหมดที่ 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่น รัฐบาลเมียนมาให้กู้เงินในการพัฒนาถนน 2 ช่องทาง ระยะทาง 140 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุน 4,500 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารโลกจะให้กู้เงินโครงการ LNG Terminal และบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) จะให้บริษัทฯ กู้เงินในการพัฒนา ปัจจุบันต้องเจรจาเงินกู้อีกไม่ถึง 50% โดยบริษัทฯ ยังต้องมีการสรุปแผนการลงทุนและพันธมิตรที่จะเข้ามาร่วมพัฒนาโครงการให้แก่รัฐบาลภายใน 90 วัน นับจากวันที่มีการเซ็นสัญญาไปเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา
สำหรับรายได้ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่มีรายได้ 4.91 หมื่นล้านบาท เนื่องจากจะรับรู้งานในมือปัจจุบันที่ 3 แสนล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ 3 ปี (2558-2560) โดยปกติแล้วจะทยอยส่งงานปีละ 1 แสนล้านบาท ทำให้คาดว่ามีโอกาสที่รายได้ปีนี้จะอยู่ที่ 8-9 หมื่นล้านบาท และคาดว่าปีหน้าจะมีรายได้เพิ่มเป็น 1 แสนล้านบาท จากรับรู้งานในมือและรับรู้รายได้จากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมทวาย
ด้านการเปิดประมูลสัญญาสัมปทานโครงการทวายระยะที่ 2 คาดว่าทางรัฐบาลพม่าจะเปิดประมูลได้ในอีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งบริษัทฯ มีแผนที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการดังกล่าว จากที่รัฐบาลเมียนมาจะเปิดประมูลให้บริษัททั่วโลกเข้ามาประมูลโครงการนี้ได้ โดยพื้นที่โครงการเศรษฐกิจพิเศษทวาย ทั้งโครงการมีพื้นที่รวม 200 ตารางกิโลเมตร ซึ่งยังเหลือพื้นที่ที่จะเปิดประมูลอีก 165 ตารางกิโลเมตร เบื้องต้นคาดว่ารัฐบาลเมียนมาจะเปิดให้ประมูลไม่ต่ำกว่า 7 สัญญา จะต้องใช้เงินลงทุนอีก 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
เหล่านี้คือโอกาสครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับนานาชาติไปพร้อมๆ กัน







