
เร่งปรับโครงสร้างศก.
ตอนนี้ไปที่ไหนเราจะได้ยินข่าวปัญหาเศรษฐกิจซบเซา การส่งออกมีปัญหา การบริโภคไม่กระเตื้อง เอกชนไม่กล้าลงทุน หนี้ครัวเรือนสูง เศรษฐกิจมีปัญหากันทั้งโลก หลายคนจึงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อพยุงไม่ให้การเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนตัวลงไปกว่านี้
ตอนนี้ไปที่ไหนเราจะได้ยินข่าวปัญหาเศรษฐกิจซบเซา การส่งออกมีปัญหา การบริโภคไม่กระเตื้อง เอกชนไม่กล้าลงทุน หนี้ครัวเรือนสูง เศรษฐกิจมีปัญหากันทั้งโลก หลายคนจึงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อพยุงไม่ให้การเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนตัวลงไปกว่านี้
แต่อย่างไรก็ตาม การฉีดยาระยะสั้นเพื่อปลุกเศรษฐกิจไทยให้ตื่นขึ้นมาในช่วงนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีผลข้างเคียงอะไรเลย มาตรการที่ออกมาในระยะสั้นนั้นโดยธรรมชาติแล้วย่อมไม่ไปไกลกว่าการใส่เงินลงไปในระบบ เพื่อกระตุ้นให้เกิดอุปสงค์และการใช้จ่ายในระยะสั้นๆ ไม่สามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาวได้ ขณะเดียวกันก็ย่อมก่อให้เกิดภาระทางการคลังและหนี้สินเพิ่มขึ้นจากมาตรการด้วย
หากมองในมุมของภาคเอกชนเองแล้วมาตรการระยะสั้นที่สามารถทำได้เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดช่วงนี้ ก็หนีไม่พ้นเรื่องของการตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าล่วงเวลา โบนัส ชะลอการลงทุน หากมองในฝั่งของรายได้แล้วก็ทำได้แค่เรื่องการออกโปรโมชั่นหรือดันรายการส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นยอดขายในระยะสั้นๆ ซึ่งพอหมดโปรโมชั่นแล้วยอดขายก็ย่อมลดลงมาสู่ระดับปกติอยู่ดี
ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้จริงๆ แล้วไม่ใช่ปัญหาตามวัฏจักรเศรษฐกิจตามปกติ แต่สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่เป็นเรื่องของปัญหาเชิงโครงสร้าง หากไล่เรียงดูข้อมูลเราจะพบว่าการส่งออกของเราเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวมาประมาณ 2-3 ปีแล้ว คือมีการเติบโตที่ช้าลงจากระดับเกิน 10% ต่อปีมาอยู่ในระดับไม่ถึง 10% จนตอนนี้ติดลบค่ะ
จุดนี้สะท้อนให้เห็นว่าความสามารถในการแข่งขันเริ่มมีปัญหา เมื่อความสามารถในการแข่งขันโดยรวมมีปัญหาย่อมส่งผลไปถึงการเติบโตของรายได้และการบริโภคในประเทศด้วย ขณะเดียวกัน ยังพบปัญหาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบราชการและกฎระเบียบต่างๆ ที่ล้าหลัง โครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ การสร้างนวัตกรรม หรือคุณภาพของการศึกษา ซึ่งเรื่องเหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลาแก้ไขไม่น้อย มาตรการระยะสั้นที่มาพยุงเศรษฐกิจตอนนี้ จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดและทอดเวลาให้ปัญหากัดกินโครงสร้าง จนทับถมและรุนแรงขึ้นในอนาคต
หากมองการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีของอเมริกา จะเห็นประเด็นการหาเสียงที่แตะเรื่องของปัญหาเชิงโครงสร้างเช่นกัน ผู้สมัครตัวเต็งอย่าง ฮิลลารี คลินตัน เองชูประเด็นสำคัญที่จะพลิกฟื้นระยะยาว ทั้งเรื่องของการสนับสนุนให้ติด Solar Roof Top ในบ้าน หรือหยิบยกประเด็น “ทุนนิยมรายไตรมาส” หรือ Quarterly Capitalism ขึ้นมาวิจารณ์
ทุนนิยมรายไตรมาสนั้น ส่งผลให้ธุรกิจต้องมุ่งเน้นไปที่การทำผลประกอบการระยะสั้นแบบไตรมาสต่อไตรมาส เพื่อตอบสนองความคาดหวังของนักลงทุนในระยะสั้น ผลคือ ธุรกิจไม่สามารถมองการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาวได้ เธอจึงเสนอการเพิ่มภาษีีจากนักลงทุนที่เก็งกำไรระยะสั้นและให้อัตราภาษีจูงใจคนที่ถือหุ้นระยะยาว ซึ่งตรงนี้ดิฉันเห็นว่าย่อมส่งผลดีต่อธุรกิจในแง่ที่ว่าสามารถไปโฟกัสการพัฒนาธุรกิจที่เติบโตยั่งยืนในระยะยาวได้ค่ะ
ฉะนั้น แล้วหากเรามองบทเรียนจากอเมริกาและย้อนมาดูที่บ้านเราเอง ดิฉันคิดว่าตอนนี้ถึงเวลาที่เราต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังและ ไม่รีรอ ซึ่งแน่นอนว่าคงจะไม่เห็นผลทันทีในระยะสั้น แต่เมื่อมองผลได้ในอนาคตแล้วย่อมเป็นผลดีต่อการเติบโต ที่ยั่งยืนในระยะยาวอย่างแน่นอนค่ะ







