
สหรัฐ : เศรษฐกิจดี หุ้นแพง?
ในยามดอกเบี้ยโลก ดอกเบี้ยไทยต่ำเตี้ยติดดิน ผู้ออมและนักลงทุนต่างแสวงหาทางออกอื่นนอกเหนือจากการฝากเงิน แต่พอติดตามข่าวเศรษฐกิจรายวัน กลับเกิดความกลัวไม่กล้าขยับหาโอกาสใหม่ให้กับตัวเอง เพราะข่าวเศรษฐกิจเชิงลบนั้นสร้างสีสันในการนำเสนอได้มากกว่า
ในยามดอกเบี้ยโลก ดอกเบี้ยไทยต่ำเตี้ยติดดิน ผู้ออมและนักลงทุนต่างแสวงหาทางออกอื่นนอกเหนือจากการฝากเงิน แต่พอติดตามข่าวเศรษฐกิจรายวัน กลับเกิดความกลัวไม่กล้าขยับหาโอกาสใหม่ให้กับตัวเอง เพราะข่าวเศรษฐกิจเชิงลบนั้นสร้างสีสันในการนำเสนอได้มากกว่า
ข่าวดีมักถูกตั้งคำถามว่าดีจริงหรือ ผู้เสนอข่าวดีมีเจตนาแอบแฝงใดๆ หรือไม่ ในทางกลับกันข่าวร้ายนั้นถูกเชื่อง่ายกว่า ผู้นำเสนอข่าวร้ายถูกมองว่าเป็นผู้หวังดี และคอยเตือนนักลงทุน ผู้ติดตามข่าวเศรษฐกิจจึงต้องตั้งสติอ่านเยอะๆ ฟังมากๆ แล้วเอามาบวกลบคูณหาร เพราะต้องอย่าลืมว่าในทุกเศรษฐกิจมีจุดอ่อน เป็นการยากที่ข้อมูลเศรษฐกิจทุกชนิดจะตบเท้าเป็นสีเขียวพร้อมกันตลอด และต้องทำความเข้าใจถึงความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลเศรษฐกิจ เพื่อมองหาโอกาสต่างๆ ที่ซ่อนอยู่สำหรับการลงทุนใหม่ๆ
นับถึงนาทีนี้ เมื่อเทียบกันในโลก เศรษฐกิจสหรัฐน่าจะดูดีที่สุด และน่าจะก้าวข้ามการฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะเติบโตแล้วด้วยซ้ำ ข้อติก็คือการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น แต่สำหรับค่ายที่มองโลกทางบวก ก็เชื่อว่าการถอน QE และขึ้นดอกเบี้ยก็เปรียบเสมือนการถอนยาจากผู้ป่วยที่มีอาการดีขึ้นแล้ว ในการถอนยาดังกล่าว หมอที่ดีย่อมต้องคำนวณแล้วว่าไม่ควร
ส่งผลให้คนไข้ทรุดลงไปอีก (แต่ก็ต้องยอมรับว่าผลกระทบจากการถอนยาที่ส่งไปหาเศรษฐกิจภูมิภาคอื่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
ปัญหาต่อมาคือ เมื่อเศรษฐกิจดูดี หุ้นก็ดูแพง นักลงทุนก็ไม่กล้าซื้ออีก ดัชนีหุ้นสหรัฐ S&P 500 ได้ปรับตัวขึ้นกว่า 160% นับตั้งแต่ปี 2009 หรือเท่ากับเฉลี่ย 16% ต่อปีเมื่อรวมปันผลแล้ว แถมดัชนีได้ปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์การลงทุนส่วนใหญ่ยังมีมุมมองบวกต่อหุ้นสหรัฐ ถึงแม้ว่ามูลค่าหุ้นเมื่อเทียบกับอดีตแล้วจะดูสูง แต่บริษัทส่วนใหญ่ยังคงทยอยประกาศผลการดำเนินงานดีเกินคาด มีโอกาสให้นักวิเคราะห์ทยอยปรับประมาณการกำไรให้สูงขึ้น และทำให้ค่า P/E ในอนาคตถูกลง
ต้องยอมรับว่า P/E ตลาดเฉลี่ยที่จุดนี้ หุ้นสหรัฐอาจขึ้นไม่ยกแผงอย่างที่ผ่านมาในช่วงฟี้นตัว แต่น่าจะเป็นการปรับขึ้นรายอุตสาหกรรม โดยจุดที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (เช่น GM, Starbuck, Disney) กลุ่ม Healthcare กลุ่มการเงิน และกลุ่ม IT ที่มีการปรับตัวขึ้น 14%, 10%, 9% และ 7% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ในขณะที่ดัชนี S&P ปรับขึ้นเพียง 5.7% ดังนั้นการลงทุนในตลาดสหรัฐ จึงต้องเจาะให้ลึกถึงกลุ่มอุตสาหกรรมด้วย
สหรัฐจะทำให้ยิ้มออกยาวๆ หรือไม่ คงต้องติดตามกันยาวๆ







